Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

ต่างจากอนิปผันรูปอื่นที่ปรากฏด้วยเหตุปัจจัยคือจิตเป็นต้นซึ่งแตกต่างกัน ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ลกฺขณรูปานิ น กุโตจิ ชายนฺติ (ลักขณรูปไม่ได้เกิดจากสมุฏฐานใดๆ)

อธิบายคาถาสรุป

๔๔. คำว่า ตายมานาทิรูปาน์ (รูปที่เกิดขึ้นเป็นต้นล้วนๆ) คือ รูปลาปที่เกิดขึ้นเสื่อมลง และดับไปอยู่

คำว่า สภาวตฺตา (เพราะเป็นเพยงสภาวะ) มีความหมายว่า เพราะเป็นเพยงสภาวะที่เป็นลักษณะคือความเกิด ความแก่ และความตาย

ในเรื่องนี้ พระดำรัสว่า “รูปที่มีอุตุเป็นสมุฏฐาน” และ “รูปที่มีอาหารเป็นสมุฏฐาน” ไม่พบในรูปกัณฑ์[แห่งคัมภีร์ธรรมสังคณี] ได้รับการตรัสไว้ในคัมภีร์ปัฏฐานเท่านั้น

ถามว่า : ความชราของรูปและความไม่เที่ยงของรูปตรัสไว้ในพระบาลีว่าไม่เกิดจากสมุฏฐานใดๆ จึงควรจะถือเอารูปเหล่านั้นว่าเป็นรูปที่ไม่เกิดจากสมุฏฐานใดๆ แต่การเกิดขึ้นของรูปและการดำเนินไปของรูป ตรัสไว้ในพระบาลีว่าเป็นรูปที่เกิดจากสมุฏฐาน แม้ในคัมภีร์อรรถกถาก็กล่าวกรรมรูป ๒๐ จิตตรูป ๑๗ อุตุรูป ๑๔ และอาหารรูป ๓ พร้อมด้วยรูปทั้งสองเหล่านั้น เพราะเหตุนั้น คัมภีร์อภิธัมมัตถสังคหะนี้จึงไม่ควรกล่าวว่ารูปเหล่านั้นมิได้เกิดจากสมุฏฐานใดๆ มิใช่หรือ

ตอบว่า : ความขวนขวายในการก่อให้เกิดรูปของเหตุปัจจัย[นั้น]ย่อมแผ่ไปในขณะที่รูปกำลังเกิดขึ้นอยู่ มิได้แผ่ไปหลังจากนั้น การเกิดขึ้นและการดำเนินไปของรูปที่มีอยู่ในขณะนั้นจึงควรแสดงว่าเกิดด้วยเหตุปัจจัยอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ความชราและความไม่เที่ยงของรูปมิใช่เช่นนั้น ด้วยเหตุนี้ ในพระบาลีและอรรถกถาจึงรวมรูปสองอย่างแรกไว้ในรูปที่เกิดจากเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง

ธรรมที่ยังไม่เกิดย่อมเกิดขึ้นในเมื่อมีเหตุปัจจัย ไม่เกิดขึ้นในเมื่อไม่มีเหตุปัจจัย แต่ธรรมที่เกิดแล้วย่อมไม่มีการเสื่อมดับไปในเมื่อมีเหตุปัจจัย หรือไม่เสื่อมไม่ดับไปในเมื่อไม่มีเหตุปัจจัย ความเป็นไปของรูปสองอย่างแรกจึงเนื่องด้วยเหตุปัจจัยโดยแท้ แต่ความ

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka