ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
เป็นไปของรูปสองอย่างหลังไม่เนื่องด้วยเหตุปัจจัย ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงทรงรวมรูปสองอย่างแรกไว้ในรูปที่เกิดจากสมุฏฐาน และไม่รวมรูปสองอย่างหลังไว้ในรูปที่เกิดจากสมุฏฐานด้วยประการอย่างนี้
พระพุทธดำรัสในพระสูตรว่า
ชรามรณ์ ภิกขเว สงขตํ ปฏิิจจสมุปปนฺนํ.
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความแก่และความตายมีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง เกิดขึ้นอาศัยเหตุปัจจัย”
พระดำรัสนั้นพึงทราบว่าตรัสไว้โดยปริยาย คือเมื่อมีความเกิด ความแก่และความตายทั้งสองย่อมปรากฏ แต่เมื่อความเกิดไม่มี ความแก่และความตายย่อมไม่ปรากฏ
ส่วนคัมภีร์อภิธัมมัตถสังคหะกล่าวว่า รูปทั้ง ๔ ไม่เกิดจากสมุฏฐานใดๆ เพราะดำริว่ารูปทั้ง ๔ เหล่านี้ไม่มีอาการพิเศษเพราะเหตุปัจจัยต่างๆ มีจิตเป็นต้นเหมือนอนิปผันรูปอื่นตามนัยที่กล่าวมาแล้ว ถึงอย่างนั้น คัมภีร์อภิธัมมัตถสังคหะนี้คล้ายกับล่วงเลยนัยแห่งพระบาลีที่สำคัญกว่า ดังนั้น การรวมการเกิดขึ้นและการดำเนินไปของรูปไว้ในรูปที่เกิดจากสมุฏฐานอย่างใดอย่างหนึ่งจึงสมควรกว่า
๔๕. คำว่า เอกุปปาทะ (เกิดขึ้นขณะเดียวกัน) คือ รูปที่มีการเกิดขึ้นที่เรียกว่าการอุบัติขณะเดียวกัน
คำว่า เอกนิโรธะ (ดับขณะเดียวกัน) หมายถึง รูปที่มีการดับไปคือความไม่เที่ยงขณะเดียวกัน
เอก ศัพท์ในที่นี้เป็นไปในความหมายว่า “จำนวน” ด้วยคำนั้น พระอนุรุทธาจารย์แสดงว่า กลุ่มรูปที่เกิดขึ้นขณะเดียวกันและดับขณะเดียวกัน ชื่อว่า รูปกลาป ในที่นี้
บางคนดำริการเกิดขึ้นเป็นต้นมากมายในรูปกลาปหนึ่งตามจำนวนรูปที่มีในรูปกลาป