ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
มติของท่านไม่สอดคล้องกับคัมภีร์มูลฎีกา ทั้งไม่ชอบด้วยเหตุผลอีกด้วย ดังสารกในคัมภีร์
นั้นว่า
เอเกกกลาปปริยาปนุนานํ รูปานํ สเหว อุปปาททิปวุตฺติโต เอเกกกลาปสฺส
อุปปาททาทโย เอเกกาว โหนฺติ.๕๗
“การเกิดขึ้นเป็นต้นของรูปกลาปหนึ่งๆ เป็นขณะหนึ่งๆ เพราะรูปที่นับเข้าในรูป-
กลาปหนึ่งมีความเป็นไปโดยการเกิดเป็นต้นร่วมกันโดยแท้”
ชีวิตินทรีย์ของรูปกลาปหนึ่งๆ ได้ชื่อว่าอุปทายรูปที่รักษารูปกลาป ฉันใด การเกิด
ขึ้นของรูปเป็นต้นที่มีสภาพอุบัติเกิดในกลาปหนึ่งๆ ก็ได้ชื่อว่า อุปทายรูป ฉันนั้น แม้
วิการรูป และปริจเฉทรูปก็พึงประกอบเหมือนอย่างนี้
[วิการรูป ๕ เป็นอาการเปลี่ยนแปลงที่เคลื่อนไหวร่างกายและวาจาเป็นต้นของรูปกลาป
ไม่ใช่อาการของรูปหนึ่งๆ ในรูปกลาป ๘ รูปดังกล่าวจึงมีอย่างละหนึ่งในรูปกลาปทีละกลุ่ม ส่วน
ปริจเฉทรูปไม่นับเข้าในรูปกลาป จึงมีอย่างละหนึ่งได้ในระหว่างรูปกลาปสองกลุ่ม]
บางคนอ้างว่า ลักขณรูปมีการเกิดขึ้นของรูปเป็นต้นเป็นลักษณะของรูปทั้งหลาย
โดยเฉพาะๆ ไม่ใช่ลักษณะของรูปกลาป ดังพระพุทธดำรัสว่า
โย อายตนานํ อาจโย. โส รูปสฺส อุปจโย.๕๘
“การเกิดขึ้นก่อนของ[นิปผันน]รูปมีอยู่ การเกิดขึ้นก่อนนั้นเป็น การเกิดต่อมา
ของรูป[มีจักขุสทกลาปเป็นต้น]”
โย รูปสฺส อุปจโย. สา รูปสฺส สนฺตติ.๕๙
“การเกิดต่อมาของรูปนั้นเป็นการดำเนินไปของรูป”
หากเป็นตามนี้ จักขุประสาทเป็นต้นและชีวิตรูปเป็นต้นก็ควรเกิดได้มากมายใน
รูปกลาปหนึ่ง ดังพระพุทธดำรัสว่า
จตุนฺนํ มหาภูตานํ อุปทาย ปสาโท.๖๐