ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
๕๑. ท่านกล่าวคำที่ขึ้นต้นว่า กลาปานํ (ผู้รู้ทั้งหลายกล่าวว่า อากาศธาตุและ
ลักขณรูป มิใช่ส่วนประกอบของรูปกลาป เพราะเป็นเพียงเครื่องกำหนดและเป็นลักษณะ
ของสังขตธรรม) เพื่อแสดงเหตุที่อากาศธาตุและลักขณรูปไม่นับเข้าในรูปกลาป กล่าวคือ ท่าน
แสดงว่า อากาศธาตุ มิใช่ส่วนประกอบของรูปกลาปใดๆ เพราะเป็นเพียงเครื่องกำหนดรูป-
กลาปทั้งหมด ทั้งลักขณรูปก็มิใช่เหตุให้รู้ความต่างกันของรูปกลาปซึ่งทำให้รูปกลาปมี
ประเภทหลากหลายเหมือนวิการรูป เพราะเป็นเพียงลักษณะมีการเกิดขึ้นเป็นต้นของรูปกลาป
ทั้งหมด อากาศธาตุ และลักขณรูปจึงไม่นับเข้าในรูปกลาป
ข้อความนั้นแสดงว่าข้อกำหนดที่กล่าวมาแล้วด้วยคำว่า เอกุปปาทา (เกิดขึ้น
ขณะเดียวกัน) เป็นต้น ย่อมมีแก่นิปผันรูปเท่านั้น ไม่มีแก่อนิปผันรูป และแสดงว่าการที่
อนิปผันรูปกระทำความต่างกันแห่งรูปกลาปจัดเป็นองค์ประกอบของกลาป ดังนั้น จึงสมควร
ถือเอาวิญญัติรูป ๒ ที่ปราศจากความดับไปขณะเดียวกันในรูปกลาป เพราะวิญญัติรูป
อาจกระทำรูปกลาปให้ต่างกันได้
๕๒. คำว่า ยถารห์ (ตามสมควร) มีความหมายว่า ตามสมควรแก่รูปที่มีภาวรูป
หรือไม่มีภาวรูป และรูปที่มีอินทรีย์ครบหรือไม่มีอินทรีย์ครบ
คำว่า อนุนานิ แปลว่า ครบถ้วน เพราะปราศจากรูปที่ไม่เกิดขึ้นในวัตติกาล
ในกามภูมิ
(๒๐๓) ในคัมภีร์วิภาวนีกล่าวว่า “คำว่า ยถารห์ (ตามสมควร) มีความหมายว่า
ตามสมควรแก่ผู้มีภาวรูปและมีอายตนะครบถ้วน” ข้อความนั้นไม่งาม เพราะคำว่า อนุนานิ
(ครบถ้วน) นี้ ไม่ใช่บทวิเสสนะโดยเนืองกับบุคคล
๕๓. ในคำว่า สํเสทชานญฺเจว โอปปาติกานญฺจ ([ย่อมปรากฏ]แก่สัตว์ผู้เกิดในที่
ชื้นแฉะและโอปปาติกะ เป็นอย่างมาก) นี้ พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ในมาสีหนาทสูตรว่า