Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

ส่วนในคัมภีร์วิภาวนีได้แสดงความสงสัยในความเป็นโอปปาติกะของอัณฑชะ
เป็นต้นว่า อัณฑชะที่เกิดในฟองไข่ก็เหมือนผุดขึ้นมาเช่นกัน แล้วแสดงรูปวิเคราะห์ว่า
“โอปปาติกะ คือ เหล่าสัตว์ที่มีการผุดเกิด” ต่อมาได้กล่าวว่า “ในที่นี้หมายความถึงการ
ผุดเกิดพิเศษ [คือผุดเกิดแล้วเติบโตทันที] ด้วยอำนาจของการกำหนดที่สูงสุด เหมือนคำว่า
ควรให้หญิงสาวแก่หนุ่มรูปงาม”

[ตามมติของคัมภีร์วิภาวนี ท่านประกอบอุกกัฏฐนัย คือ การกำหนดข้อที่สูงสุดโดยไม่
หมายเอาสิ่งทั่วไป เช่นคำว่า อภิรูปสฺส กญฺญา ทาตพฺพำ (พึงให้สาวน้อยแก่หนุ่มรูปงาม) ในข้อนี้
เป็นที่รู้ได้ว่าหญิงสาวที่ให้แก่ชายหนุ่มก็เป็นหญิงรูปงามเพราะมีคำกล่าวว่า หนุ่มรูปงาม]

คำว่า อุกกฏฐวเสน (เป็นอย่างมาก) มีความหมายว่า เป็นอย่างมากคือมีภาวรูป
และอายตนะครบถ้วน

บรรดาสัตว์ผู้เกิดในที่ชื้นแฉะและโอปปาติกะ โอปปาติกะเกิดขึ้นด้วยอัตภาพที่มี
อวัยวะน้อยใหญ่ครบถ้วนทั้งหมด ไม่มีการเจริญเติบโตขึ้นอีก ส่วนสัตว์ผู้เกิดในที่ชื้นแฉะมี
อายตนะครบถ้วน แต่อวัยวะน้อยใหญ่จำเป็นต้องเจริญเติบโตอีกจึงจะบริบูรณ์

คำว่า โอมกวเสน แปลว่า เป็นอย่างต่ำ

คำว่า จกฺขุโสตผานภาวทสภานิ กทาจิ น ลภุณติ (แต่ในบางครั้ง จักขุปสภะ
โสตทสภะ ฆานทสภะ และภาวทสภะย่อมไม่ปรากฏ) หมายความว่า เพราะมีคนตาบอด
แต่กำเนิด คนหูหนวกแต่กำเนิด คนจมูกไม่รู้กลิ่นแต่กำเนิด และผู้ไม่มีเพศ

ทสภะทั้งหมดย่อมไม่ปรากฏบางคราวแก่สัตว์ผู้เกิดในที่ชื้นแฉะผู้เป็นอเหตุุก-
บุคคลมีกำเนิดในสุคติภูมิและทุคติภูมิ ส่วนความเป็นโอปปาติกะในสุคติภูมิเป็นการเกิด
อัตภาพที่ประเสริฐ จึงได้รับด้วยกรรมอันประเสริฐอย่างใดอย่างหนึ่ง โอปปาติกะในสุคติภูมิ
จึงไม่มีอินทรีย์บกพร่อง ยกเว้นคนต้นกัปผู้ไม่มีภาวรูป ส่วนความบกพร่องของจักขุประสาท
โสตประสาท และภาวรูปของโอปปาติกะผู้กำเนิดในทุคติภูมิมีอยู่ได้ในบางคราว แต่ความ
บกพร่องของฆานประสาทย่อมไม่มี ดังสาธกในคัมภีร์อรรถกถาว่า

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka