ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
ถ้ามีโอปปาติกะผู้ไม่มีฆานประสาท พระผู้มีพระภาคก็ควรตรัสทสทกลาป ๓ ครั้งพร้อมทั้งไม่รู้กลิ่นแต่กำเนิด และควรตรัสทสวกกลาป ๓ ครั้งพร้อมทั้งคนตาบอดแต่กำเนิดและคนไม่รู้กลิ่นแต่กำเนิดกับคนหูหนวกแต่กำเนิดและคนไม่รู้กลิ่นแต่กำเนิด พร้อมด้วยอัฏฐกกลาป ๑ ครั้งโดยจำแนกตามคนวิบัติ ๓ จำพวก แต่เมื่อพระองค์มิได้ตรัสไว้เช่นนั้นจึงรู้ได้ว่าไม่มีโอปปาติกะผู้ไม่มีฆานประสาท ส่วนโอปปาติกะผู้ปราศจากภาวรูปย่อมไม่มี ยกเว้นคนต้นกัป เพราะในอินทริยวาระในคัมภีร์วิภังค์ไม่ตรัสว่า “โอปปาติกะผู้เป็นบัณเทาะก์”
การที่สัตว์ผู้เกิดในที่ชื้นแฉะมีจักขุประสาทเป็นต้นบพร่องตามที่กล่าวแล้ว แม้ไม่ตรัสไว้ในพระบาลีก็รู้ได้ชัดเจนตามคัมภีร์อรรถกถา สมจริงดังสารกว่า
สตฺตติ อุกำสโต รูปานิ สํเสทโชปปาโตนีสุ ถกวา อวโกสโต ตีส.๗๔
“รูป ๗๐ อย่างมีได้เป็นอย่างมากในกำเนิดของสัตว์ผู้เกิดในที่ชื้นแฉะและโอปปาติกะ หรือรูป ๓๐ อย่างมีได้เป็นอย่างต่ำ”
ในพากย์นั้น คำว่า “รูป ๓๐ อย่าง” คือรูป ๓๐ อย่างโดยประเภทแห่งชิวหา-ทสทกลาป กายทสทกลาป และวัตถุทสทกลาป ในคัมภีร์มหาฏีกากล่าวว่า
อิทญฺหิ วจนํ สํเสทชานํ วเสน วุตฺตํ.๗๕
“ข้อความนี้กล่าวไว้โดยเนื่องกับสัตว์ผู้เกิดในที่ชื้นแฉะ”
อาจารย์อานันทเถระดำริว่า ในคัมภีร์ยมกตรัสว่าฆานประสาทและชิวหาประสาทดำเนินไปร่วมกัน ท่านจึงประสงค์ว่าความบพร่องของฆานประสาทย่อมไม่มีเหมือนความบพร่องของชิวหาประสาทไม่มีเช่นกัน แต่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ในอินทรียยมกว่า
ยสฺส วา ปน อิตฺถินฺทริยํ อุปปชฺชติ, ตสฺส ฆานินฺทริยํ อุปปชฺชตีติ. อฆานกานํ อิตฺถีนํ อุปปชฺชนตีนํ ตสฺส อิตฺถินฺทริยํ อุปปชฺชติ, โน จ ตสฺส ฆานินฺทริยํ อุปปชฺชตีติ จ.
ยสฺส วา ปน ปุริสินฺทริยํ อุปปชฺชติ, ตสฺส ฆานินฺทริยํ อุปปชฺชตีติ. อฆานกานํ ปุริสานํ อุปปชฺชนตานํ เตสํ ปุริสินฺทริยํ อุปปชฺชติ, โน จ เตสํ ฆานินฺทริยํ อุปปชฺชตีติ.”๗๖