ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
“ในบรรดายอายตนะภายในของเหล่าสัตว์ผู้เกิดในครรภ์ มนายตนะและกายตนะย่อมเกิด
ในขณะปฏิสนธิ อายตนะที่เหลือ ๔ อย่างย่อมเกิดในราตรีที่ ๗๖”
คำว่า สตฺตสตฺติสตฺติมุหิ แปลว่า ในราตรีที่ ๗๗ คือสัปดาห์ที่ ๑๑ นั่นเอง แต่พระ
สุมงคลอาจารย์คงพบคำที่ไม่มี “ติ” ว่า สตฺตสตฺตรสตฺติมุหิ (ในราตรีที่ ๔๙) คือสัปดาห์ที่ ๗ ท่านจึง
กล่าวว่า “ในสัปดาห์ที่ ๗” แม้ใบลานฉบับพม่าบางฉบับก็รูปว่า สตฺตสตฺตรสตฺติมุหิ เช่นกัน]
(๒๐๖) ความที่กล่าวไว้ในคัมภีร์นั้นว่า “คำว่า กเมน (ตามลำดับ) มีความหมายว่า
ตามลำดับอย่างนี้คือ โสตทสกลาปเกิดขึ้นถัดจากสัปดาห์หนึ่งภายหลังที่จักขุทสกลาป
ปรากฏ ต่อจากนั้น ฆานทสกลาปเกิดขึ้นถัดจากสัปดาห์หนึ่ง หลังจากนั้น ชิวหาทสกลาป
ก็เกิดขึ้นเมื่อล่วงอีกสัปดาห์หนึ่ง” ข้อความนั้นไม่สมควร เพราะขัดแย้งกับคัมภีร์อรรถกถา
ตามที่กล่าวมาแล้ว
[อรรถกถาปัญจปกรณ์ (หน้า ๒๗๔) ฉบับฉัฏฐสังคายนาและฉบับมหาจุฬาฯ มีรูปว่า กมุนา
(ด้วยกรรม) หมายความว่า จักขุทสกะเป็นต้นย่อมปรากฏด้วยแรงกรรม แต่นบับพม่าในสมัยก่อนมี
รูปว่า กเมน ท่านผู้แต่งคัมภีร์นี้จึงอ้างข้อความที่พบในสมัยนั้น]
(๒๐๗) ความที่กล่าวไว้ในคัมภีร์นั้นว่า “โดยแท้จริงแล้ว ข้อความนี้กล่าวไว้ใน
คัมภีร์อรรถกถา” ข้อความนั้นไม่สมควร เพราะไม่พบคัมภีร์อรรถกถาที่แสดงลำดับแห่ง
การเกิดขึ้นเช่นนี้
ถามว่า : ในอรรถกถาปฏิจจसमुปบาทกล่าวว่า คพฺภเสยยกวเสนน วา ปุริมํ
ภวรกุกํ วุตฺตํ. อนุปุพฺพปวตฺตีทีปนโต๓ (วนเวียนคือภพ[ที่มีอวิชชาเป็นต้น มีเวทนาเป็น
ที่สุด]ซึ่งเป็นส่วนแรก ตรัสไว้โดยเนื่องกับเหล่าสัตว์ผู้เกิดในครรภ์ เพราะแสดงความเป็น
ไปตามลำดับ [คือวิญญาณย่อมมีเพราะสังขารเป็นปัจจัย นามรูปย่อมมีเพราะวิญญาณเป็น
ปัจจัย]มิใช่หรือ
ตอบว่า : ข้อความนั้นกล่าวถึงบท ๕ บทที่ปรากฏในพระบาลีตามลำดับของการ
เกิดขึ้นโดยความเป็นปัจจัยและปัจจยุบัน (ผลที่เกิดจากเหตุ) ขององค์ ๕ มีวิญญาณเป็นต้น
ลำดับแห่งการเกิดขึ้นนั้นมีปฏิเสธไว้ในอรรถกถาของอายตนนิเทศ ทั้งข้อที่ปฏิเสธ