ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
ไว้ในคัมภีร์อรรถกถาก็ไม่ควรกล่าวว่าพระอนุรุทธเถระได้แสดงข้อนั้นด้วยคำว่า กเมน (ตามลำดับ) ในที่นี้ คำว่า กเมน จึงมีความหมายว่า “ตามลำดับแห่งการแสดง” และพึงสัมพันธ์กับบท[ที่เพิ่มเข้ามา]ว่า เทสิตานิ (ที่แสดงไว้)
[คำว่า กเมน (ตามลำดับ) คัมภีร์วิภาวนีให้แปลร่วมกับคำว่า “ย่อมปรากฏ” จึงมีความหมายว่า “จักขุปทสเกเป็นต้นย่อมปรากฏตามลำดับ” คือจักขุทสกลาเกิดก่อน ต่อมากลาบอื่นๆ ก็เกิดถัดมาตามลำดับ แต่คัมภีร์ปรมัตถทีปนีปฏิเสธความเห็นนั้น และให้แปลร่วมกับคำว่า เทสิตานิ (ที่แสดงไว้) จึงมีความหมายว่า “จักขุปทสเกเป็นต้นที่แสดงไว้ตามลำดับย่อมปรากฏ”
ลำดับที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ตามฐานะ มี ๕ ประเภท ดังนี้
(ก) ปหานกมะ ลำดับแห่งการละ เช่น ทสสเนน ปหตพฺพา (ธรรมที่พึงละด้วยโสดาปัตติมรรค), ภาวนาย ปหตพฺพา (ธรรมที่พึงละด้วยมรรคขั้นสูง)
(ข) ภูมิคมะ ลำดับภูมิ เช่น กามาวจร์ (กามาวจรภูมิ), รุปาวจร์ (รูปราวจรภูมิ), อรูปาวจร์ (อรูปาวจรภูมิ)
(ค) อุปปตติกมะ ลำดับการเกิดขึ้น เช่น ปรม่ กลลํ โหติ (น้ำใสเกิดขึ้นก่อน), กลลา โหติ อพฺพุทํ (จากน้ำใสเป็นฟองใส)
(ฆ) ปฏิปตติกมะ ลำดับการปฏิบัติ เช่น สีลวิสุทฺธิ (ความหมดจดแห่งศีล), จิตตวิสุทฺธิ (ความหมดจดแห่งจิต)
(ง) เทสนากมะ ลำดับแห่งการแสดง เช่น จตฺตาโร สติปฏฺฐานา (สติปฏฐานสี่), จตฺตาโร สมมปปธานา (สัมมัปปธานสี่)]
ส่วนในคัมภีร์สัจจสังเขปผู้เก่ากล่าวว่า
สาขาวัตถ์ อติกุกมุม ปจุฉา สตฺตเม สตฺตาเห จกฺขุโสตมานชิวหาทสกา จ อุปปชชนฺติ. ฎีกากาโร ปน ‘เอกาทสเม สตฺตาเห’ติ อาห.๘๔
“ทสกะคือจักขุ โสตฺตะ ฆานะ และชิวหาย่อมเกิดขึ้นในสัปดาห์ที่ ๗ ภายหลังเมื่อล่วงระยะสภาพที่เป็นปุ่มใหญ่ ๕ ปุ่ม แต่พระฎีกาจารย์กล่าวว่าในสัปดาห์ที่ ๑๑”
ข้อความนั้นไม่สมควร