Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

เปสิยา นิพพตฺตเต ฆโณติ ตโต เปสิโต สตฺตาหจจเยน กุกกุกุณฑสณฺฐาโน ฆโณ
นาม มํสเปสิปิณฺโฐ นิพพตฺตติ. เปสิติ นามํ อนุตรยายติ. วุตฺตมปิ เจต์

“สตฺตาหํ เปสิ ภวติ         ปริปกุกํ สมูหตํ
วิวตฺตมานํ ตพฺภาว์          ฆโณติ นาม ชายตีติ.
ยถา กุกกุกฏียา อณฺฑ์         สมนฺตํ ปริมณฺฑลํ
เอวํ ฆนสฺส สณฺฐานํ         นิพพตฺตํ กมมปจฺจยา”ติ จ.

ฆนา ปสาขา ชายุนฺตีติ ปญจเม สตฺตาเห ทวินุ่น หตฺถปาทานํ สีสสฺส จ อตฺถาย
ปญจปีฬกา ชายุนฺติ. ยํ สนฺธาเยว์ วุตฺตํ “ปญจเม โข ภิกฺขเว สตฺตาเห ปญจ ปีฬกา ชายุนฺติ
สณฺฐนฺติ กมุมโตติ.๗๗ เกสา โลมา นขาปิ จาติ ทวาตฺตตาลีสเม สตฺตาเห เอตานิ ชายุนฺติ.๗๘

“ในพระบาลีนั้น พระดำรัสว่า ‘ก่อน’ มีความหมายว่า ชื่อว่า ติสสะหรือผุสสะ
ยังไม่มีในปฏิสน্ধิจิตก่อน   แต่มีน้ำใสเท่าหยาดน้ำมันซึ่งตั้งอยู่ที่ปลายเส้นด้ายที่ทำด้วย
ขนแกะแท้สามเส้น ซึ่งโบราณจารย์ กล่าวว่า

‘กลุ่มรูปที่มีสีคล้ายหยาดน้ำมันงาและเนยใสที่ไม่ขุ่นมัว เรียกว่า น้ำใส (กลละ)’

พระดำรัสว่า ‘จากน้ำใสเป็นฟองน้ำใส’ มีความหมายว่า เมื่อน้ำใสล่วงไป ๗ วัน
ก็มีสีคล้ายน้ำล้างเนื้อ จึงชื่อว่า อัพพุทถะ (ฟองน้ำใส) ชื่อว่าน้ำใสก็หายไป สมจริงดังสารูก
ว่า

‘น้ำใสมีอยู่ ๗ วัน เมื่อขันขึ้นรวมตัวกันแล้ว ก็เปลี่ยนภาวะนั้นเกิดเป็นฟองน้ำใส
(อัพพุทถะ)’

พระดำรัสว่า ‘จากฟองน้ำใสเป็นชิ้นเนื้อ’ มีความหมายว่า เมื่อฟองน้ำใสล่วงไป
๗ วัน ก็กลายเป็นชิ้นเนื้อคล้ายดีบุกเหลว ชิ้นเนื้อนั้น พึงเปรียบเทียบด้วยเม็ดพริกไทยแห้ง
เด็กชาวบ้านเอาพริกไทยสุกทำห่อไว้ที่ชายผ้า ขยำแล้วเติมน้ำใสใส่ลงในกระเบื้องตากแดด
เม็ดพริกไทยแห้งๆ ย่อมหลุดตกจากเปลือกทั้งหมด ชิ้นเนื้อก็เป็นเช่นนี้ ชื่อว่าฟองน้ำใส
ก็หายไป สมจริงดังสารูกกว่า

‘ฟองน้ำใสมีอยู่ ๗ วัน เมื่อเข้มข้นรวมตัวกันแล้ว ก็เปลี่ยนภาวะนั้นเกิดเป็นชิ้น
เนื้อ (เปสิ)’

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka