Abhidhammāvatāra

คัมภีร์อภิธัมมาวตาร

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

<< | หน้าที่ 430 | >>
๑๒๘๘. อมานุสึ รตึ นาม อนุโภติ อนุตฺตรํ
ยํ สนฺธาย จ คาถาโย ภาสิตา หิ มเหสินา.
๑๒๘๙. “สุญฺญาคารํ ปวิฏฺฐสฺสส นฺตจิตฺตสฺส ภิกฺขุโน
อมานุสี รติ โหติ สมฺมา ธมฺมํ วิปสฺสโต.๙๒
๑๒๙๐. ยโต ยโต สมฺมสติ ขนฺธานํ อุทยพฺพยํ
ลภตี ปีติปาโมชฺชํ อมตํ ตํ วิชานตนฺ”ติ.๙๓

“ปัสสัทธิที่ประกอบกับวิปัสสนาจิตไ ด้ชื่อว่าปัสสัทธิโดยแท้จริงแล้ว กายและจิต ของนักปฏิบัติย่อมสงบระงับทีเดียว ทั้งมีสภาพเบา อ่อน และควรแก่กิริยา ภิกษุที่มีใจเชิดชู ด้วยปัสสัทธิเป็นต้นนั้นย่อมได้รับความยินดีที่ยอดเยี่ยมอันมิใช่ของมนุษย์ ซึ่งพระศาสดาตรัส ไว้เป็นคาถาว่า ‘ภิกษุไปสู่ที่สงัด มีใจสงบ หยั่งเห็นพระธรรมโดยชอบ ย่อมบังเกิดความยินดีที่ มิใช่ของมนุษย์ทั่วไป เมื่อเธอหยั่งเห็นความเกิดขึ้นและดับไปแห่งขันธ์แล้วย่อมได้ความปีติ ปราโมทย์ซึ่งเป็นสิ่งอมตะสำหรับท่านผู้รู้ทั้งหลาย’”

อุปกิเลส ๗ มีญาณเป็นต้น

๑๒๙๑. ญาณาทโย อุปเกฺลสา เญยฺยา วุตฺตนเยนิธ
เอเต ทส อุปเกฺลสา วชฺชนียาว โยคินา.

“โปรดทราบอุปกิเลสอื่นมีญาณเป็นต้น ตามนัยที่กล่าวไว้แล้ว[ คือ ญาณเป็นต้นที่ ประกอบกับวิปัสสนาจิต] นักปฏิบัติพึงหลีกเลี่ยงอุปกิเลสทั้ง ๑๐ อย่างนี้”

คำอธิบายของอุปกิเลส

๑๒๙๒. เอตฺโถภาสาทโย ธมฺมา อุปเกฺลสสฺส วตฺถุโต
อุปเกฺลสาติ นิทฺทิฏฺฐา อุปเกฺลสนิกนฺติ ตุ.

“ในบรรดาอุปกิเลสเหล่านี้ ธรรมคือแสงสว่างเป็นต้นกล่าวว่าเป็นอุปกิเลส เพราะ เป็นที่ตั้งของอุปกิเลส ส่วนนิกันติเป็นอุปกิเลส[โดยตรง]”

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka