[วิปัสสนูปกิเลส ๙ อย่างมีแสงสว่างเป็นต้นเป็นอารมณ์ที่ตั้งของอุปกิเลสคือเครื่องเศร้าหมอง ๓ ประการอันได้แก่ ตัณหา มานะ และทิฏฐิจึงชื่อว่าอุปกิเลส โดยอ้อม ส่วนนิกันติเป็นตัณหาที่ทำให้ วิปัสสนาเศร้าหมอง จึงชื่อว่าอุปกิเลส โดยตรง และชื่อว่าอุปกิเลสวัตถุ(ที่ตั้งของอุปกิเลส) เพราะ เป็นอารมณ์ที่ตั้งของตัณหาเป็นต้น ๓ ประการ]
การเสื่อมไปของภาวนา
๑๒๙๓. ตํ ตมาวชฺชมานสฺส ภาวนา ปริหายติ
อปฺปตฺเต ปตฺตสญฺญี จ โหติ อปฺปสฺสุโต นโร.
“เมื่อนักปฏิบัติยินดีแสงสว่างเป็นต้นนั้นๆ ภาวนาย่อมเสื่อมไป คนที่มีการสดับน้อย ย่อมสำคัญว่าได้บรรลุธรรมแล้วในธรรมที่ยังมิได้บรรลุ”
[ฉบับฉัฏฐสังคายนาและฉบับไทยของมูลนิธิภูมิพโลฯ มีรูปว่า อสตฺเต สตฺตสญฺญี(ย่อมสำคัญ ในรูปนามที่ไม่ใช่สัตว์ว่าเป็นสัตว์)แ ต่รูปนี้ไม่สอดคล้องกับฎีกาเก่าที่มีรูปว่าอ ปฺปตฺเต ปตฺตสญฺญี(ย่อม สำคัญว่าได้บรรลุธรรมแล้วในธรรมที่ยังมิได้บรรลุ) ในที่นี้จึงใช้ตามฎีกาเก่าซึ่งตรงกับฉบับเทวนาครี]
มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ
๑๒๙๔. สพฺโพภาสาทโย ธมฺเม น มคฺโคติ วิจารยํ
มคฺโค วิปสฺสนาญาณํ อิจฺเจวํ ปน ปณฺฑิโต.
๑๒๙๕. ววตฺถเปติ มคฺคญฺจ อมคฺคญฺเจว เจตสา
ตสฺส เจวํ อยํ มคฺโค นายํ มคฺโคติ โยคิโน.
๑๒๙๖. มคฺคามคฺคญฺจ วิญฺญาย ฐิตญาณมิทํ ปน
มคฺคามคฺเคสุ ญาณนฺติ ภูริญาเณน เทสิตํ.
“นักปฏิบัติผู้มีปัญญา เมื่อพิจารณาว่าธรรมทั้งหมดมีแสงสว่างเป็นต้นมิใช่ทาง วิปัสสนาญาณเป็นทาง ย่อมกำหนดทางและสิ่งที่มิใช่ทางด้วยใจ ญาณของเธอที่รู้ทางและสิ่ง ที่มิใช่ทางว่านี้คือทาง นี้มิใช่ทาง ชื่อว่ามัคคามัคคญาณ พระศาสดาผู้มีพระญาณดุจปฐพี