ชื่อว่า อนุโลม (จิตคล้อยตามเพื่อการบรรลุมรรคอัปปนา) เพราะคล้อยตามญาณทั้ง ๘ ข้างต้นและคล้อยตามโพธิปักขิยธรรมในญาณขั้นสูง”
[ชวนจิตที่เป็นบริกรรม อุปจาระ และอนุโลมในมรรควิถีเป็นอนุโลมญาณ ชวนจิตเหล่านั้น คือกามาวจรชวนจิตที่ประกอบกับปัญญาในขณะที่ใกล้จะบรรลุมรรค เนื่องจากจิตเหล่านั้นมีกำลังมาก จึงได้ชื่อเฉพาะว่าบ ริกรรม อุปจาระ และอนุโลม]
๑๓๑๕. เตเนว ตํ หิ สจฺจานุ- โลมญาณํ ปวุจฺจติ
อิทํ หิ ปน สจฺจานุ- โลมญาณํ มเหสินา.
๑๓๑๖. “วุฏฺฐานคามินียา หิ ปริโยสานนฺ”ติ ภาสิตํ
เญยฺยํ สพฺพปกาเรน ปริโยสานนฺติ โคตฺรภุ.
“ดังนั้น อนุโลมญาณจึงได้ชื่อว่า สัจจานุโลมญาณ (ญาณคล้อยตามสัจจะ) อนึ่ง พระศาสดาตรัสสัจจานุโลมญาณนี้ว่าเป็นที่สุดของวุฏฐานคามินีวิปัสสนา โปรดทราบโคตรภู-ญาณว่าเป็นญาณสุดท้าย[ของภาวะปุถุชน]โดยประการทั้งปวง”
[อนุโลมญาณ คือ ญาณที่ปรากฏในมหากุศลจิตที่ประกอบกับปัญญา ๔ ดวงซึ่งได้ชื่อว่า บริกรรม อุปจาระ และอนุโลม แปลตามศัพท์ว่า “ญาณคล้อยตาม” กล่าวคือค ล้อยตามวิปัสสนาญาณ ขั้นต่ำ๘อ ย่างมีอุทยัพพยญาณเป็นต้น และคล้อยตามโพธิปักขิยธรรมที่จะบรรลุในมรรคต่อไป อนุโลม-ญาณนี้รับเอาสังขารที่มีในภูมิ๓เ ป็นอารมณ์ ในบางแห่งเรียกว่าสัจจานุโลมญาณ บ้าง]
คำลงท้ายปริจเฉท
๑๓๑๗. อิติเนเกหิ นาเมหิ กิตฺติตา ยา มเหสินา
วุฏฺฐานคามินี สนฺตา ปริสุทฺธา วิปสฺสนา.
๑๓๑๘. วุฏฺฐาตุกาโม สํสาร- ทุกฺขปงฺกา มหพฺภยา
กเรยฺย สตตํ ตตฺถ โยคํ ปณฺฑิตชาติโก.
“พระศาสดาตรัสวุฏฐานคามินีวิปัสสนาอันเป็นธรรมสงบหมดจดไว้หลายชื่ออย่างนี้