เปกขาญาณ อรหัตตมรรคอันละโทษมีรูปราคะเป็นต้นนี้ย่อมเกิดขึ้นแก่เธอ”
จบ มรรคญาณที่ ๔
พระอรหันต์
๑๓๗๐. อิมสฺสาปิ จ ญาณสฺส เหฏฺฐา วุตฺตนเยนิธ
ปวตฺติ ผลจิตฺตานํ เวทิตพฺพา วิภาวินา.
“ในเรื่องนี้บัณฑิตพึงทราบความเป็นไปแห่งผลจิต๒ห รือ ๓ ดวงของญาณนี้ ตาม นัยที่กล่าวไว้แล้ว”
๑๓๗๑. เอตฺตาวตา ปเนโส หิ อรหา นาม อฏฺฐโม
อริโย ปุคฺคโล โหติ มหาขีณาสโว อยํ.
๑๓๗๒. อนุปฺปตฺตสทตฺโถ จ ขีณสํโยชโน มุนิ
สเทวกสฺส โลกสฺสท กฺขิเณยฺโย อนุตฺตโร.
“นักปฏิบัตินั้นเป็นพระอริยบุคคลที่ ๘ชื่อว่า พระอรหันต์ ด้วยการเกิดผลจิตต่อจาก มรรคจิต เป็นผู้สิ้นอาสวะอันยิ่งใหญ่ เป็นผู้บรรลุประโยชน์ตน เป็นพระมุนีหมดสิ้นสังโยชน์ เป็นผู้ยอดเยี่ยมควรรับทักษิณาของโลกพร้อมทั้งเทวดา”
๑๓๗๓. เอตฺตาวตา จตสฺโสปิ ญาณทสฺสนสุทฺธิโย
หิตตฺถาย จ ภิกฺขูนํ สงฺเขเปเนว ทสฺสิตา.
“ด้วยถ้อยคำดังนี้ ข้าพเจ้าได้แสดงญาณทัสสนวิสุทธิทั้ง ๔ โดยสังเขปเพื่อประโยชน์ เกื้อกูลแก่ภิกษุทั้งหลาย”
คำลงท้ายปริจเฉท
๑๓๗๔. สทฺเธน สมฺมา ปน ภาวนียา
อริยาย ปญฺญาย จ ภาวนาย
วิสุทฺธิกาเมน ตโปธเนน ภวกฺขยํ ปตฺถยตา พุเธน.