“นักปฏิบัตินั้นชื่อว่า พระอนาคามีด้วยการเกิดผลจิตต่อจากมรรคจิต เป็นผู้ปริ-นิพพานในสุทธาวาสภูมิ[สำหรับฌานลาภีบุคคล หรือในเวหัปผลาภูมิสำหรับสุกขวิปัสสก-บุคคล] เพราะไม่มีสภาพเวียนมา[สู่กามภูมิ]”
มรรคญาณที่ ๔
๑๓๖๔. เหฏฺฐา วุตฺตนเยเนว ปญฺจธา ปจฺจเวกฺขณํ
เอวํ โส ปจฺจเวกฺขิตฺวา อนาคามิริยสาวโก.
๑๓๖๕. โยคมารภเต ธีโร จตุตฺถาย จ ภูมิยา
ปตฺติยา รูปราคาทิ- ปหานาย จ ปณฺฑิโต.
๑๓๖๖. ตเถว สงฺขารคตํ อนิจฺจาทิวเสน โส
ปริวตฺตติ ญาเณน ตเถว ปริมชฺชติ.
“ปัจจเวกขณญาณมี๕ อย่างตามนัยที่กล่าวแล้ว พระอริยสาวกผู้เป็นพระอนาคามี ผู้มีปัญญาพิจารณาดังนี้แล้ว ย่อมปรารภความเพียรเพื่อบรรลุภูมิที่ ๔ และเพื่อละรูปราคะ และอรูปราคะ เธอทบทวนกำหนดรู้กองสังขารด้วยญาณที่รู้เห็นว่าไ ม่เที่ยง เป็นต้น”
๑๓๖๗. ตโต วิปสฺสนาวีถิ- โมคาหติ จ ตาวเท
ตสฺเสวํ ปฏิปนฺนสฺส เหฏฺฐา วุตฺตนเยน ตุ.
๑๓๖๘. ตโต สงฺขารุเปกฺขาย อวสาเน ตเถว จ
เอกาวชฺชนวารสฺมึ โคตฺรภุสฺส อนนฺตรํ.
๑๓๖๙. ตสฺสารหตฺตมคฺโคยํ ชายเต ตุ ตโต ปรํ
รูปราคาทิโทสานํ วิทฺธํสาย กโร ปน.
จตุตฺถมคฺคญาณํ.
“เมื่อนั้น เธอหยั่งลงสู่วิปัสสนาวิถีในขณะนั้นเ มื่อเธอปฏิบัติตามนัยที่กล่าวไว้อย่าง นี้ ในกาลถัดจากโวทานที่เปรียบดั่งโคตรภูในวาระที่มีอาวัชชนะเดียวกันในที่สุดแห่งสังขารุ-