[ฎีกาใหม่อธิบายว่า ธรรมที่ได้กล่าวไว้ในนิสสยปัจจัย คือ สหชาตัตถิ และปุเรชาตัตถิ พระพุทธองค์ตรัสปัจฉาชาตัตถิไว้โดยความเป็นปัจจัยในปัญหาวาระ จิตและเจตสิกที่เกิดในภายหลังจึง ควรนับเข้าในอัตถิปัจจัยดังนั้นอัตถิปัจจัยจึงมี๕อ ย่าง คือ สหชาตัตถิปุเรชาตัตถิปัจฉาชาตัตถิ รูปอาหารัตถิและรูปชีวิตินทริยัตถิถ้าจำแนกปุเรชาตัตถิเป็น๒อ ย่าง คือ อารัมมณปุเรชาตัตถิและ วัตถุปุเรชาตัตถิก็รวมเป็นอัตถิปัจจัย ๖ อย่าง โดยเหตุที่อัตถิปัจจัยเป็นธรรมที่เป็นอุปการะด้วยการค้ำจุนในขณะปรากฏด้วยสภาวะปัจจุบัน ส่วนพระนิพพานเป็นธรรมที่ปรากฏเสมอ ไม่ใช่ธรรมที่ปรากฏหรือไม่ปรากฏในบางคราว ดังนั้นจึงไม่ ควรเป็นอัตถิปัจจัย]
การเป็นปัจจัยของรูปและนาม
เอตฺถ ปน กติหากาเรหิ รูปํ รูปสฺส ปจฺจโย โหตีติ. ยถารหํ สหชาตอญฺญมญฺญ-นิสฺสยาหารินฺทฺริยอตฺถิอวิคตวเสน สตฺตธา ปจฺจโย โหติ.
“ถามว่า:รูปเป็นปัจจัยแก่รูปอย่างไร ตอบว่า: รูปเป็นปัจจัยแก่รูป๗อ ย่างด้วยอำนาจของสหชาตปัจจัยอัญญมัญญ-ปัจจัยนิสสยปัจจัย อาหารปัจจัย อินทริยปัจจัย อัตถิปัจจัย และอวิคตปัจจัย”
รูปํ อรูปสฺส ยถารหํ อารมฺมณาธิปติสหชาตอญฺญมญฺญนิสฺสยูปนิสฺสยปุเรชาตินฺทฺริย-วิปฺปยุตฺตอตฺถิอวิคตวเสน เอกาทสหิ อากาเรหิ ปจฺจโย โหติ.
“รูปเป็นปัจจัยแก่นาม ๑๑ อย่างด้วยอำนาจของอารัมมณปัจจัยอ ธิปติปัจจัยส ห -ชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย อุปนิสสยปัจจัย ปุเรชาตปัจจัย อินทริยปัจจัย วิปปยุตตปัจจัยอัตถิปัจจัย และอวิคตปัจจัย”
รูปํ รูปารูปสฺสาติ นตฺถิ.
“รูปที่เป็นปัจจัยแก่รูปและนาม หามีไม่”
๑๓๙๖. สตฺตธา รูปํ รูปสฺส ภวเตกาทเสหิ ตํ
ปจฺจโย นามธมฺมสฺสมิสฺสกสฺส น กิญฺจิ ตุ.