Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 24 หน้าที่ 419

เล่ม มมร. 24 หน้า 419 ข้อ 327
ทาง ทรงชูดวงประทีปคือพระธรรมเทศนาที่กำจัดความมืด คือโมหะอันปิด พระศาสนานั้น แก่ข้าพระองค์ผู้จมลงในความมืด คือโมหะ ผู้ไม่เห็นรูปคือ พระรัตนะมีพระพุทธรัตนะเป็นต้น เหมือนทรงส่องประทีปน้ำมัน ในความมืด ทรงประกาศธรรมแก่ข้าพระองค์ โดยปริยายเป็นอันมาก เพราะทรงประกาศ ด้วยปริยายเหล่านั้น. พระเจ้าปเสนทิโกศล ครั้นทรงชมพระธรรมเทศนาอย่างนี้แล้วมีพระ- ทัยเลื่อมใสในพระรัตนตรัยด้วยเทศนานี้ เมื่อทรงทำอาการของผู้เลื่อมใส จึง ตรัสว่า เอสาหํ ดังนี้เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอสาหํ แยก สนธิว่า เอโส อหํ แปลว่า ข้าพระองค์นั้น. บทว่า ภควนฺตํ สรณํ คจฺฉามิ ธมฺมญฺจ ภิกฺขุสงฺฆญฺจ แปลว่า ขอถึงพระรัตนตรัยนี้ คือ พระผู้มีพระ ภาคเจ้า พระธรรมและพระสงฆ์เป็นสรณะ. บทว่า อุปาสกํ มํ ภนฺเต ภควา ธาเรตุ ความว่า ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า โปรดทรงจำ รับรู้ข้าพระองค์อย่าง นี้ว่า ผู้นี้เป็นอุบาสก. บทว่า อชฺชตคฺเค แปลว่า ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป. อีกอย่างหนึ่ง. ปาฐะว่า อชฺชทคฺเค ดังนี้ก็มี. ทอักษร ทำสนธิบท. ความ ว่า ตั้งต้นแต่วันนี้ไป. บทว่า ปาณุเปตํ แปลว่า เข้าถึงด้วยปราณคือชีวิต. สังเขปความในข้อนี้อย่างนี้ว่า ชีวิตของข้าพระองค์ยังดำเนินไปเพียงใด ขอ พระผู้มีพระภาคเจ้า โปรดทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสก ผู้ทำแต่สิ่งที่สมควร ผู้ถึงสรณะด้วยสรณคมน์ ๓ ไม่นับถือศาสดาอื่น เข้าถึงด้วยชีวิตเพียงนั้น. ส่วน ความพิสดาร กล่าวไว้แล้วทุกอาการในสามัญญผลสูตร ในอรรถกถาทีฆนิกาย ชื่อสุมังคลวิลาสินีแล. จบอรรถกถาทหรสูตรที่ ๑
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka