อุปมามาเทียบเท่านั้น. บทว่า กุฑฺฑํ ได้แก่ ฝา มีฝาศิลาเป็นต้นอย่างใด
อย่างหนึ่ง. ชื่อว่าจำพวกสัตว์ที่เกาะฝา ได้แก่ สัตว์มีแมลงมุม ตุ๊กแก และ
หนูเป็นต้น. บทว่า รุกฺขนิสฺนิตา ได้แก่ สัตว์เล็ก ๆ มีตังบุ้งเป็นต้น. บทว่า
อุทกนิสฺสิตา ได้แก่ สัตว์น้ำมีปลาและจระเข้เป็นต้น. บทว่า อากาส-
นิสฺสิตา ได้แก่ เหลือบ ยุง กา และแร้งเป็นต้น. บทว่า ขาเทยฺยุํ
ได้แก่ ทิ้งจิกกิน. แม่โคนั้นพิจารณาเห็นที่นั้น ๆ ว่าเป็นภัยแต่การเคี้ยว
กินของปาณกสัตว์ ซึ่งมีที่ชุมนุม อาศัยกายเป็นมูล ไม่ได้ปรารถนาสักการะ
และความนับถือสำหรับตน ทั้งไม่ปรารถนาการทุบหลัง การนวดร่างกาย
และน้ำร้อน. ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน พิจารณาเห็นภัยคือการเคี้ยวกินของ
ปาณกสัตว์คือกิเลสอันมีผัสสาหารเป็นมูล ย่อมไม่มีความต้องการด้วยผัสสะ
อันเป็นไปในภูมิ ๓.
บทว่า ผสฺเส ภิกฺขเว อาหาเร ปริญฺาเต ได้แก่เมื่อกำหนด
รู้ด้วยปริญญา ๓. แม้ในที่นี้ท่านก็กำหนดเอาปริญญา ๓. ในปริญญา ๓
เหล่านั้น การเห็นซึ่งกิจของนามรูปพร้อมทั้งปัจจัยตามความเป็นจริงอย่าง
นี้ว่า ผัสสะจัดเป็นสังขารขันธ์ เวทนาที่สัมปยุตด้วยผัสสะนั้น จัดเป็น
เวทนาขันธ์ สัญญาจัดเป็นสัญญาขันธ์ จิตเป็นวิญญาณขันธ์ อารมณ์ที่
เป็นวัตถุ แห่งขันธ์เหล่านั้น จัดเป็นรูปขันธ์ ชื่อว่า ญาตปริญญา. ใน
ปริญญา ๓ เหล่านั้นนั่นแล การที่ภิกษุยกนามรูปขึ้นสู่ไตรลักษณ์แล้ว
พิจารณาเห็นโดยเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้นด้วยสามารถแห่งอนุปัสสนา ๗
ชื่อว่า ตีรณปริญญา. ก็พระอรหัตมรรค ที่คร่าฉันทราคะในนามรูปนั้น
เองออกไป ชื่อว่า ปหานปริญญา.
บทว่า ติสฺโส เวทนา ความว่า เมื่อกำหนดรู้ผัสสาหารด้วย