บทว่า สุคตสฺส สาวกา ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่า สุคต< /B>
เพราะทรงประกอบด้วยการเสด็จไปงดงาม เพราะเสด็จไปสู่สถานที่อันงาม
เพราะเสด็จไปด้วยดี และเพราะตรัสดี. เป็นสาวกของพระสูติ พระองค์นั้น.
ท่านเหล่านั้น ทั้งหมดชื่อว่า สาวก เพราะฟังพระดำรัส. คนอื่น ๆ ถึงฟังก็จริง
ถึงเช่นนั้น เขาฟังแล้วก็ไม่ทำกิจที่ควรทำ. ส่วนท่านที่เป็นสาวกเหล่านั้น ฟัง
แล้ว ทำกิจที่ควรทำคือ ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม บรรลุมรรคผล เพราะ
ฉะนั้น ท่านเหล่านี้ จึงตรัสเรียกว่า สาวก.
บทว่า เอเตสุ ทินฺนานิ มหปฺผลานิ ความว่า ทานทั้งหลายแม้
เล็กน้อย ที่ถวายในสาวกของพระตถาคตเหล่านั้น ชื่อว่ามีผลมาก เพราะเป็น
ทานที่เข้าถึงความเป็นทักษิณาบริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก เพราะฉะนั้น พระผู้มี-
พระภาคเจ้าจึงตรัสไว้แม้ในสูตร๑อื่นว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สงฆ์ คือคณะมีประมาณเพียง
ใด คือสงฆ์สาวกของพระตถาคต กล่าวกันว่าเป็นเลิศ
ของสงฆ์คณะเหล่านั้น คือสงฆ์ ๔ คู่ ๘ บุคคล นี่
สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า ฯลฯ เป็นวิบาก
อันเลิศ.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นตรัสคุณของสังฆรัตนะโดยพระผู้ตั้งอยู่ใน
มรรค พระผู้ตั้งอยู่ในผลทั้งหมดอย่างนี้แล้ว บัดนี้ ทรงอาศัยคุณนั้นนั่นแล
จึงทรงประกอบสัจจวจนะว่า อิทมฺปิ สงฺเฆ รตนํ ปณฺตํ แม้อันนี้ก็เป็น
รัตนะอันประณีตในพระสงฆ์ ความของสัจจวจนะนั้น ก็พึงทราบตามนัยที่กล่าว
มาก่อนนั่นแล. พวกอมนุษย์ในแสนโกฏิกัป พากันยอมรับพุทธอาชญาแห่ง
พระคาถาแม้นี้แล.
๑. ปสาทสูตร อัง. จตุกนิบาต.