Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 39 หน้าที่ 252

เล่ม มมร. 39 หน้า 252 ข้อ 7
บทว่า สุคตสฺส สาวกา ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่า สุคต< /B> เพราะทรงประกอบด้วยการเสด็จไปงดงาม เพราะเสด็จไปสู่สถานที่อันงาม เพราะเสด็จไปด้วยดี และเพราะตรัสดี. เป็นสาวกของพระสูติ พระองค์นั้น. ท่านเหล่านั้น ทั้งหมดชื่อว่า สาวก เพราะฟังพระดำรัส. คนอื่น ๆ ถึงฟังก็จริง ถึงเช่นนั้น เขาฟังแล้วก็ไม่ทำกิจที่ควรทำ. ส่วนท่านที่เป็นสาวกเหล่านั้น ฟัง แล้ว ทำกิจที่ควรทำคือ ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม บรรลุมรรคผล เพราะ ฉะนั้น ท่านเหล่านี้ จึงตรัสเรียกว่า สาวก. บทว่า เอเตสุ ทินฺนานิ มหปฺผลานิ ความว่า ทานทั้งหลายแม้ เล็กน้อย ที่ถวายในสาวกของพระตถาคตเหล่านั้น ชื่อว่ามีผลมาก เพราะเป็น ทานที่เข้าถึงความเป็นทักษิณาบริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก เพราะฉะนั้น พระผู้มี- พระภาคเจ้าจึงตรัสไว้แม้ในสูตร๑อื่นว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สงฆ์ คือคณะมีประมาณเพียง ใด คือสงฆ์สาวกของพระตถาคต กล่าวกันว่าเป็นเลิศ ของสงฆ์คณะเหล่านั้น คือสงฆ์ ๔ คู่ ๘ บุคคล นี่ สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า ฯลฯ เป็นวิบาก อันเลิศ. พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นตรัสคุณของสังฆรัตนะโดยพระผู้ตั้งอยู่ใน มรรค พระผู้ตั้งอยู่ในผลทั้งหมดอย่างนี้แล้ว บัดนี้ ทรงอาศัยคุณนั้นนั่นแล จึงทรงประกอบสัจจวจนะว่า อิทมฺปิ สงฺเฆ รตนํ ปณฺตํ แม้อันนี้ก็เป็น รัตนะอันประณีตในพระสงฆ์ ความของสัจจวจนะนั้น ก็พึงทราบตามนัยที่กล่าว มาก่อนนั่นแล. พวกอมนุษย์ในแสนโกฏิกัป พากันยอมรับพุทธอาชญาแห่ง พระคาถาแม้นี้แล. ๑. ปสาทสูตร อัง. จตุกนิบาต.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka