๖. ปัญญาในการพิจารณาเห็นความแปรปรวนแห่งธรรม
ส่วนปัจจุบัน เป็นอุทยัพพยญาณ,
๗. ปัญญาในการพิจารณาอารมณ์แล้วพิจารณาเห็นความ
แตกไป เป็นวิปัสสนาญาณ,
๘. ปัญญาในการปรากฏโดยความเป็นภัย เป็นอาทีนว-
ญาณ,
๙. ปัญญาในความปรารถนาจะพ้นไปทั้งพิจารณา และ
วางเฉยอยู่ เป็นสังขารุเปกขาญาณ,
๑๐. ปัญญาในการออกและหลีกไปจากสังขารนิมิตภาย
นอก เป็นโคตรภูญาณ,
๑๑. ปัญญาในการออกและหลีกไปจากกิเลส ขันธ์ และ
สังขารนิมิตภายนอกทั้งสอง เป็นมรรคญาณ,
๑๒. ปัญญาในการระงับปโยคะ เป็นผลญาณ,
๑๓. ปัญญาในการพิจารณาเห็นอุปกิเลสนั้น ๆ อันอริย-
มรรคนั้น ๆ ตัดเสียแล้ว เป็นวิมุตติญาณ,
๑๔. ปัญญาในการพิจารณาเห็นธรรมที่เข้ามาประชุมใน
ขณะนั้น เป็นปัจจเวกขณญาณ,
๑๕. ปัญญาในการกำหนดธรรมภายใน เป็นวัตถุนานัตต-
ญาณ,