Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 68 หน้าที่ 73

เล่ม มมร. 68 หน้า 73 ข้อ 0
นระผู้ใคร่จะดูพระจันทร์ ในเวลาที่พระ- จันทร์ถูกเมฆหมอกบดบังไว้ ครั้นเมื่อเมฆหมอก ถูกพายุพัดไปตามลำดับ จากหนาทึบเป็นบางและ บางเข้าก็เห็นพระจันทร์ได้ฉันใด, โคตรภูญาณที่ กำลังเพ่งอมตนิพพานอยู่ เมื่อโมหะที่ปกปิดสัจจะ ไว้ถูกทำลายให้พินาศไปด้วยอนุโลมญาณตามลำดับ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน อนุโลมญาณก็มิได้เห็นอมต- นิพพาน เหมือนลมเหล่านั้นก็มิได้เห็นพระจันทร์ โคตรภูญาณก็บรรเทาความมืดไม่ได้ เหมือนบุรุษ ก็บรรเทาเมฆหมอกไม่ได้ฉะนั้น. แต่มรรคญาณนี้ เป็นไปในพระนิพพาน มิได้ละสัญญาอันโคตรภู- ญาณให้แล้ว จึงทำลายกองกิเลสมีกองโลภะเป็น ต้นได้ เหมือนจักรยนต์ที่ใช้เป็นเป้ากำลังหมุนอยู่ นายขมังธนูยืนจ้องจะยิงอยู่แล้ว พอสัญญาอันคน อื่นให้แล้ว ก็ยิ่งลูกศรไปทะลุแผ่นเป้าได้ตั้ง ๑๐๐ ฉะนั้น. มรรคญาณนั้นนั่นแลทำทะเลหลวงคือสัง- สารทุกข์ให้เหือดแห้งไป ปิดประตูทุคติเสียได้ ทำคนที่มีหนี้คือกิเลสให้เป็นเสฏฐบุคคลผู้สมบูรณ์
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka