๑๓๒๗. โคจรํ กุรุมานํ ตํ นิพฺพานารมฺมเณ ปน
ปฐมาวชฺชนญฺเจว ปฐมาโภคตาปิ จ.
๑๓๒๘. มคฺคสฺสานนฺตราทีหิ ปจฺจเยหิ ปนจฺฉหิ
ตสฺส ปจฺจยภาวญฺจ สาธยนฺตํ ตโต ปน.
๑๓๒๙. วิปสฺสนาย มุทฺธญฺหิ สิขาปตฺตาย ตาย ตํ
อุปฺปชฺชติ อนาวตฺตํ-ร มฺมณํ ตสฺส โคตฺรภุ.
“โคตรภูญาณย่อมเกิดขึ้นในที่สุดแห่งอนุโลมญาณ รับอารมณ์คือพระนิพพานอัน เป็นสภาพดับสังขาร ไม่มีนิมิตไ ม่มีสังขาร เป็นเช่นกับอาวัชชนจิตเบื้องแรกและการใส่ใจ ครั้งแรกในอารมณ์คือพระนิพพาน ทั้งให้สำเร็จความเป็นปัจจัยแก่มรรคด้วยปัจจัย๖อ ย่าง มีอนันตรปัจจัยเป็นต้นเ ป็นยอดของวิปัสสนาอันแก่กล้าแล้ว โดยกระทำอารมณ์[คือสังขาร] ให้ไม่เวียนกลับมาอีกแก่นักปฏิบัตินั้น”
[ปัจจัย๖อ ย่าง คืออ นันตรปัจจัย สมนันตรปัจจัยอุปนิสสยปัจจัย อาเสวนปัจจัยนัตถิ-ปัจจัย และวิคตปัจจัย]
๑๓๓๐. เอเกนาวชฺชเนเนว เอกิสฺสาเยว วีถิยา
นานารมฺมณตา จานุ- โลมโคตฺรภุเจตสํ.
“อนุโลมจิตและโคตรภูจิตในวิถีจิตเดียวกันโดยมีอาวัชชนจิตดวงเดียวกัน อาจมี อารมณ์ต่างกันได้”
[อนุโลมจิตรู้อารมณ์ที่มีในภูมิทั้ง ๓ ส่วนโคตรภูจิตรู้พระนิพพานเป็นอารมณ์ จิตทั้งสอง แม้มีอารมณ์ต่างกันก็เกิดในวิถีจิตเดียวกันได้]
๑๓๓๑. ฐตฺวา อาวชฺชนฏฺฐาเน ตมนาวชฺชนมฺปิ จ
มคฺคสฺส ปน ตํ สญฺญํ ทตฺวา วิย นิรุชฺฌติ.
“โคตรภูจิตนั้นแม้จะมิได้เป็นอาวัชชนจิตก็ตั้งอยู่ในฐานะเป็นอาวัชชนจิต เหมือน