๑๓๓๗. พุทฺธสฺโสรสปุตฺตตฺตํ อุปเนติ นยํ ปน
อานิสํเส อเนเกปิ ปวตฺตยติ โยคิโน.
“มรรคย่อมนำบุคคลไปสู่ความเป็นพุทธชิโนรส ก่อให้เกิดผลานิสงส์มหาศาลแก่ นักปฏิบัติ”
๑๓๓๘. ทายเกนานิสํสานํ อเนเกสมเนน จ
อาทิมคฺเคน สํยุตฺตํ ญาณนฺติ ญาณทสฺสนํ.
ปฐมมคฺคญาณํ.
“ญาณที่ประกอบกับมรรคแรกซึ่งให้อานิสงส์มากเป็นเอนกนี้ ชื่อว่า ญาณทัศนะ”
จบ มรรคญาณที่ ๑
การเกิดผลจิต
๑๓๓๙. ตสฺเสวานนฺตรํ ตสฺสวิปากา เทฺวปิ ตีณิ วา
ผลจิตฺตานิ ชายนฺเต น ชายนฺเต ตโต ปรํ.
“ต่อจากมรรคญาณแรกนั้น ผลจิตอันเป็นวิบากของปฐมมรรค ๒ หรือ ๓ ดวง ย่อมเกิดขึ้น และไม่เกิดมากกว่านั้น”
๑๓๔๐. เกจิ เอกญฺจ เทฺว ตีณิ จตฺตารีติ วทนฺติ ตุ
น ปเนตํ คเหตพฺพํ อชานิตฺวา วทนฺติ เต.
“บางคนอ้างว่า ผลจิตเกิดได้ ๑ ดวง ๒ ดวง ๓ ดวง และ ๔ ดวง ความเห็นนั้นไม่ พึงเชื่อถือ เพราะท่านเหล่านั้นพูดด้วยความไม่รู้”
๑๓๔๑. เอกสฺสาเสวนํ นตฺถิ ตสฺมา เทฺว อนุโลมกา
เตหิ อาเสวนํ ลทฺธา ตติยํ โหติ โคตฺรภุ.
๑๓๔๒. จตุตฺถํ มคฺคจิตฺตํ ตุ ตสฺมา ตีณิ ผลานิ หิ
อนุโลมา ตโย โหนฺติ จตุตฺถํ โหติ โคตฺรภุ.