Abhidhammāvatāra

คัมภีร์อภิธัมมาวตาร

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

<< | หน้าที่ 444 | >>
๑๓๔๓. ปญฺจมํ มคฺคจิตฺตญฺจ ผลานิ เทฺว ตโต ปน
สตฺตจิตฺตปรมาว เอกาวชฺชนวีถิ หิ.

“อาเสวนปัจจัยย่อมไม่มีแก่จิตดวงหนึ่งดังนั้นจึงเกิดอนุโลมจิต ๒ ดวง [อุปจาระ อนุโลม] จิตดวงที่ ๓เ ป็นโคตรภูเพราะได้รับอาเสวนปัจจัยจากอนุโลมจิตเหล่านั้นจิตดวง ที่ ๔เ ป็นมรรคจิตจึงมีผลจิต ๓ ดวง[สำหรับติกขบุคคล] [แต่สำหรับมันทบุคคล]มีอนุโลม-จิต ๓ ดวง [บริกรรม อุปจาระ อนุโลม] จิตดวงที่ ๔เ ป็นโคตรภูและจิตดวงที่ ๕เ ป็นมรรค-จิตจึงมีผลจิต ๒ ดวง เพราะวิถีจิตที่มีอาวัชชนะเดียวกันย่อมมีชวนจิต ๗ ดวงเป็นอย่างมาก”

พระโสดาบัน

๑๓๔๔. เอตฺตาวตา ปเนโส หิ โสตาปนฺโนติ วุจฺจติ
ผลสฺส ปริโยสาเน ภวงฺโคตฺตรณํ สิยา.

“นักปฏิบัตินั้นชื่อว่า พระโสดาบันด้วยการเกิดผลจิตต่อจากมรรคจิต การหยั่งลง สู่ภวังค์พึงมีได้ในที่สุดแห่งผลจิต”

[พระโสดาบันจะเกิดในกามภูมิได้ ๗ ครั้งเป็นอย่างมาก แล้วจะปรินิพพานไม่เกิดอีก แต่ถ้าไป เกิดในพรหมโลกก็ไม่มีกำหนดการเกิดขึ้น เพราะในพรหมโลกมีแต่ฌานสุขไ ม่มีกามสุขเหมือนในกามภูมิ]

ปัจจเวกขณญาณ

๑๓๔๕. ตโต ภวงฺคํ ฉินฺทิตฺวา มคฺคเปกฺขนเหตุกํ
อุปฺปชฺชติ มโนทฺวาเร อาวชฺชนมโน ปน.

“ต่อจากนั้น มโนทวาราวัชชนจิตอันมีเหตุคือการพิจารณามรรค ย่อมเกิดขึ้นตัด กระแสภวังค์”

๑๓๔๖. ตสฺมึ นิรุทฺเธ มคฺคสฺสป จฺจเวกฺขณสญฺญิตา
ชวนานิ หิ ชายนฺเต สตฺเตว ปฏิปาฏิยา.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka