“เมื่อจิตดังกล่าวดับไปแล้ว ชวนจิต ๗ ดวงที่หมายรู้กันว่าเป็นการพิจารณามรรค ย่อมเกิดขึ้นตามลำดับ”
๑๓๔๗. เอเสว จ นโย เญยฺโย ผลาทีนมฺปิ เปกฺขเน
ปจฺจเวกฺขณญาณานิ ภวนฺเตกูนวีสติ.
“โปรดทราบนัยนี้ในการพิจารณาผลเป็นต้นจึงมีปัจจเวกขณญาณ ๑๙ อย่าง”
[คำว่าเ ป็นต้น หมายถึง การพิจารณากิเลสที่ละแล้วกิเลสที่ยังเหลืออยู่ และพระนิพพาน]
๑๓๔๘. มคฺโค ผลํ ปหีนา จ กิเลสา อวสิฏฺฐกา
นิพฺพานญฺเจติ ปญฺเจเต ปจฺจเวกฺขณภูมิโย.
“ธรรมที่เป็นภูมิแห่งการพิจารณา มี๕อ ย่างเหล่านี้ คือ มรรค ผล กิเลสที่ละแล้ว กิเลสที่ยังเหลืออยู่ และพระนิพพาน”
มรรคญาณที่ ๒
๑๓๔๙. เอวํ โส ปจฺจเวกฺขิตฺวา โสตาปนฺโนปปตฺติยา
โยคมารภเต ธีโร ทุติยาย จ ภูมิยา.
๑๓๕๐. ขนฺธปญฺจกสงฺขาตํ ตํ สงฺขารคตํ ปุน
อนิจฺจํ ทุกฺขมนตฺตาติ ญาเณน ปริมชฺชติ.
“พระโสดาบันผู้มีปัญญานั้นพิจารณาดังนี้แล้วย่อมปรารภความเพียรเพื่อบรรลุภูมิ ที่ ๒ เธอกำหนดรู้กองสังขารที่เรียกว่าขันธ์ ๕อีกครั้งหนึ่งด้วยญาณที่รู้เห็นว่าไ ม่เที่ยง เป็น ทุกข์ และเป็นอนัตตา [ตรุณอุทยัพพยญาณ]”
๑๓๕๑. ตโต วิปสฺสนาวีถิ- โมคาหติ จ ตาวเท
ตสฺเสวํ ปฏิปนฺนสฺส เหฏฺฐา วุตฺตนเยน ตุ.
๑๓๕๒. ตโต สงฺขารุเปกฺขาย อวสาเน ตเถว จ
เอกาวชฺชนวารสฺมึ โคตฺรภุสฺส อนนฺตรํ.