๑๓๕๓. พฺยาปาทกามราคานํ ตนุภาวํ ตุ สาธยํ
สกทาคามิมคฺโคยํ ชายเต ทุติโย ปน.
ทุติยมคฺคญาณํ.
“เมื่อนั้น เธอหยั่งลงสู่วิปัสสนาวิถีในขณะนั้น เมื่อเธอปฏิบัติตามนัยที่กล่าวไว้ อย่างนี้ ในกาลถัดจากโวทานที่เปรียบดั่งโคตรภูในวาระที่มีอาวัชชนะ[คือมโนทวาราวัชชนจิต] เดียวกันในที่สุดแห่งสังขารุเปกขาญาณ สกทาคามิมรรคอันเป็นมรรคที่ ๒นี้ ซึ่งยังพยาบาท และกามราคะให้เบาบาง ย่อมเกิดขึ้น”
จบ มรรคญาณที่ ๒
พระสกทาคามี
๑๓๕๔. อิมสฺสาปิ จ ญาณสฺส เหฏฺฐา วุตฺตนเยนิธ
ผลจิตฺตานิ เญยฺยานิ วิญฺญุนา เทฺวปิ ตีณิ วา.
“ในเรื่องนี้บัณฑิตพึงทราบผลจิต ๒ หรือ ๓ ดวงของญาณนี้ ตามนัยที่กล่าวไว้แล้ว”
๑๓๕๕. เอตฺตาวตา ปเนโส หิ สกทาคามิ นามยํ
สกิเทว อิมํ โลกํ อาคนฺตฺวานฺตกโร ภเว.
“นักปฏิบัตินั้นชื่อว่า พระสกทาคามีด้วยการเกิดผลจิตต่อจากมรรคจิต เป็นผู้มาสู่ โลกนี้ครั้งเดียวแล้วจะกระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้”
มรรคญาณที่ ๓
๑๓๕๖. เหฏฺฐา วุตฺตนเยเนว ปญฺจธา ปจฺจเวกฺขณํ
เอวํ โส ปจฺจเวกฺขิตฺวา สกทาคามิ ปตฺติยา.
๑๓๕๗. โยคมารภเต ธีโร ตติยาย จ ภูมิยา
พฺยาปาทกามราคานํ ปหานาย จ ปณฺฑิโต.
๑๓๕๘. ขนฺธปญฺจกสงฺขาตํ ตํ สงฺขารคตํ ปน
อนิจฺจํ ทุกฺขมนตฺตาติ ญาเณน ปริมชฺชติ.