“ปัจจเวกขณญาณมี ๕ อย่างตามนัยที่กล่าวแล้ว พระสกทาคามีผู้มีปัญญานั้น พิจารณาดังนี้แล้วย่อมปรารภความเพียรเพื่อบรรลุภูมิที่ ๓ และเพื่อละกามราคะพร้อมทั้ง พยาบาท เธอกำหนดรู้กองสังขารที่เรียกว่าขันธ์ ๕อีกครั้งหนึ่งด้วยญาณที่รู้เห็นว่าไ ม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา”
๑๓๕๙. ตโต วิปสฺสนาวีถิ- โมคาหติ จ ตาวเท
ตสฺเสวํ ปฏิปนฺนสฺส เหฏฺฐา วุตฺตนเยน ตุ.
๑๓๖๐. ตโต สงฺขารุเปกฺขาย อวสาเน ตเถว จ
เอกาวชฺชนวีถิมฺหิ โคตฺรภุสฺส อนนฺตรํ.
๑๓๖๑. พฺยาปาทกามราคานํ มูลฆาตํ ตุ สาธยํ
ตสฺสานาคามิมคฺโคยํ ชายเต ตติโย ปน.
ตติยมคฺคญาณํ.
“เมื่อนั้น เธอหยั่งลงสู่วิปัสสนาวิถีในขณะนั้น เมื่อเธอปฏิบัติตามนัยที่กล่าวไว้อย่างนี้ ในกาลถัดจากโวทานที่เปรียบดั่งโคตรภูในวาระที่มีอาวัชชนะเดียวกันในที่สุดแห่งสังขารุเปกขา-ญาณ อนาคามิมรรคอันเป็นมรรคที่ ๓นี้ ซึ่งถอนรากเหง้าของกามราคะและพยาบาท ย่อม เกิดขึ้นแก่เธอ” จบ มรรคญาณที่ ๓
พระอนาคามี
๑๓๖๒. อิมสฺสาปิ จ ญาณสฺส เหฏฺฐา วุตฺตนเยนิธ
ปวตฺติ ผลจิตฺตานํ เวทิตพฺพา วิภาวินา.
“ในเรื่องนี้บัณฑิตพึงทราบความเป็นไปแห่งผลจิต๒ห รือ ๓ ดวงของญาณนี้ ตาม นัยที่กล่าวไว้แล้ว”
๑๓๖๓. เอตฺตาวตา ปเนโสปิ โหตินาคามิ นามยํ
ตตฺเถว ปรินิพฺพายี อนาวตฺติสภาวโต.