“กิเลส คือ กิเลส ๑๐ อันได้แก่ โลภะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา ถีนะ อุทธัจจะ อหิริกะ และอโนตตัปปะ”
มิจฺฉตฺตาติทส มิจฺฉตฺตา. เสยฺยถิทํ.มิจฺฉาทิฏฺฐิมิจฺฉาสงฺกปฺโป มิจฺฉาวาจา มิจฺฉา-กมฺมนฺโต มิจฺฉาอาชีโว มิจฺฉาวายาโม มิจฺฉาสติมิจฺฉาสมาธิ มิจฺฉาญาณํ มิจฺฉาวิมุตฺตีติ.
“มิจฉัตตะ คือ มิจฉัตตะ ๑๐ อันได้แก่ มิจฉาทิฏฐิ มิจฉาสังกัปปะ มิจฉาวาจา มิจฉากัมมันตะ มิจฉาอาชีวะ มิจฉาวายามะ มิจฉาสติ มิจฉาสมาธิ มิจฉาญาณ และมิจฉา-วิมุตติ”
[คำว่า มิจฺฉตฺต ตัดบทเป็น มิจฺฉา + อตฺต แปลว่า “สภาวะผิด” ดังฎีกาใหม่อธิบายว่า อภินิเวสาทิวเสน มิจฺฉา วิปรีตํ ปวตฺตนโต มิจฺฉาสภาวาติ มิจฺฉตฺตา.
“มิจฉัตตะ คือ สภาวะผิด เพราะเป็นไปผิดด้วยอำนาจของการยึดถือเป็นต้น” มิจฉาสังกัปปะ มิจฉาวายามะ และมิจฉาสมาธิ คือ วิตก วิริยะ และเอกัคคตาเจตสิกที่ เป็นไปผิด มิจฉาวาจาเป็นต้น ๓ อย่าง คือ เจตนาในการกล่าวเป็นต้นที่เป็นไปผิด มิจฉาสติ คือ อกุศลจิตตุปปาท มิจฉาญาณ คือ โมหะที่เป็นไปผิด]
โลกธมฺมาติอฏฺฐ โลกธมฺมา ลาโภ อลาโภ ยโส อยโส นินฺทา ปสํสา สุขํ ทุกฺขนฺติ. อิธ ปน การณูปจาเรน ลาภาทิวตฺถุกสฺสอ นุนยสฺส, อลาภาทิวตฺถุกสฺสป ฏิฆสฺสเ จ ตํ โลกธมฺม-คหเณน คหณํ กตนฺติ เวทิตพฺพํ.
“โลกธรรมคือ โลกธรรม ๘ อันได้แก่ ได้ลาภ เสื่อมลาภ ได้ยศ เสื่อมยศ นินทา สรรเสริญสุข และทุกข์ ในที่นี้ประสงค์ความพอใจที่มีการได้ลาภเป็นเหตุและความไม่พอใจที่มีการเสื่อม ลาภเป็นเหตุ ด้วยคำว่า โลกธรรม โดยการณูปจาระ (สำนวนที่กล่าวถึงเหตุ แต่มุ่งให้ หมายถึงผล)”
[การได้ลาภเป็นต้นเป็นเหตุให้เกิดความพอใจคือโลภะ ส่วนการเสื่อมลาภเป็นต้นเป็นเหตุ