ให้เกิดความไม่พอใจคือโทสะ คำว่า โลกธรรม จึงเป็นสำนวนที่กล่าวถึงเหตุคือการได้ลาภหรือเสื่อม ลาภเป็นต้นแ ต่เจตนาหมายถึงผลคือโลภะหรือโทสะ]
มจฺฉริยานีติ ปญฺจ มจฺฉริยานิ อาวาสมจฺฉริยํ กุลมจฺฉริยํ ลาภมจฺฉริยํ ธมฺม-มจฺฉริยํ วณฺณมจฺฉริยนฺติ.อิมานิอาวาสาทีสุอญฺเญสํ สาธารณภาวํ อสหนากาเรน ปวตฺตานิ มจฺฉริยานิ.
“มัจฉริยะ คือมัจฉริยะ ๕ อันได้แก่ อาวาสมัจฉริยะ (ตระหนี่ที่อยู่)กุลมัจฉริยะ (ตระหนี่ตระกูล) ลาภมัจฉริยะ (ตระหนี่ลาภ) ธัมมมัจฉริยะ (ตระหนี่ธรรมคืออาคมอัน หมายถึงปริยัติธรรมและอธิคมคืออรหัตตผล) และวัณณมัจฉริยะ (ตระหนี่ผิวพรรณและคุณ ความดี)มัจฉริยะเหล่านี้เป็นไปด้วยอาการทนไม่ได้เมื่อที่อยู่เป็นต้นเกี่ยวเนื่องกับบุคคลอื่น”
วิปลฺลาสาติ อนิจฺจทุกฺขอนตฺตอสุเภสุเยว วตฺถูสุ “นิจฺจํ สุขํ อตฺตา สุภนฺ”ติ เอวํ ปวตฺตา สญฺญาวิปลฺลาโส จิตฺตวิปลฺลาโส ทิฏฺฐิวิปลฺลาโสติ อิเม ตโย วิปลฺลาสา.
“วิปัลลาส คือ วิปัลลาส ๓ อันได้แก่ สัญญาวิปัลลาส จิตตวิปัลลาส และทิฏฐิ-วิปัลลาส ที่เข้าใจสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง สิ่งที่เป็นทุกข์ว่าเป็นสุขสิ่งที่ไม่ใช่อัตตาว่าเป็นอัตตา และสิ่งที่ไม่งามว่างาม”
คนฺถาติจตฺตาโร คนฺถา อภิชฺฌากายคนฺโถ พฺยาปาโท สีลพฺพตปรามาโส อิทํสจฺจา-ภินิเวโส กายคนฺโถติ.
“คันถะ คือ คันถะ ๔ อันได้แก่ อภิชฌากายคันถะ พยาบาท สีลัพพตปรามาส และอิทังสัจจาภินิเวส”
อคตีติฉนฺทโทสโมหภยานิ. อาสวาติจตฺตาโร อาสวา กามราคภวราคมิจฺฉาทิฏฺฐิ-อวิชฺชาสโวติ. โอฆโยคานีติปิ เตสเมวาธิวจนํ.นีวรณานีติกามจฺฉนฺทาทโย. ปรามาโสติมิจฺฉา-ทิฏฺฐิยา อธิวจนํ.
“อคติ คือ ฉันทาคติ โทสาคติ โมหาคติ และภยาคติ อาสวะ คือ อาสวะ ๔ อันได้แก่ กามราคะ ภวราคะ มิจฉาทิฏฐิ และอวิชชาสวะ