“ในอกุศลจิตตุปบาทจิตตุปบาททั้ง๕ที่ประกอบกับทิฏฐิ๔ และที่ประกอบกับ วิจิกิจฉา ๑ พึงกำจัดด้วยมรรคญาณแรก จิตตุปบาทที่ประกอบกับปฏิฆะ ๒ พึงกำจัดด้วยมรรคญาณที่ ๓ จิตตุปบาทที่เหลือพึงกำจัดด้วยมรรคญาณที่ ๔ ดังนี้แล”
ยญฺจ เยน วชฺฌํ,ตํ เตน ปหาตพฺพํ นาม. เตน วุตฺตํ “เอเตสํ สํโยชนาทีนํ ธมฺมานํ เอตานิยถาโยคํ ปหานกรานี”ติ.
“กิเลสที่พึงกำจัดด้วยมรรคญาณ ชื่อว่าถูกละด้วยมรรคญาณนั้น ฉะนั้นข้าพเจ้าจึง กล่าวว่า “มรรคญาณเหล่านี้กำจัดสังโยชน์เป็นต้นได้ตามสมควร”
๑๓๗๖. เอเตสุ ญาเณสุ จ เยน เยน
โย โย หิ ธมฺโม สมุเปติ ฆาตํ
โส โส อเสเสน จ เตน เตน สนฺทสฺสิโต สาธุ มยา ปเนวํ.
กิเลสปหานกฺกมกถายํ.
“กิเลสธรรมใดๆ ย่อมถึงความพินาศด้วยมรรคญาณใดๆ ในญาณเหล่านี้ ข้าพเจ้า ได้แสดงกิเลสนั้นๆ พร้อมด้วยมรรคญาณนั้นๆ ไว้เป็นอย่างดีโดยประการทั้งปวง
ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องการละกิเลส”
[ฎีกาใหม่อธิบายว่ากิเลสที่ยังไม่เกิดย่อมจะเกิดได้เสมอตามโอกาสอันเหมาะสมเมื่อยังไม่ถูก มรรคกำจัด การที่มรรคละกิเลส ก็คือการห้ามกิเลสที่อาจเกิด ไม่ให้เกิดขึ้นนั่นเอง อีกนัยหนึ่ง คือ การทำให้กิเลสที่อาจเกิดไ ม่ได้โอกาสที่จะเกิดขึ้นดังนั้น มรรคจึงมิได้ละกิเลสอดีตที่ดับไปแล้วทั้งไม่ได้ ละกิเลสปัจจุบันที่กำลังเกิดอยู่ แต่ละกิเลสอนาคตที่อาจเกิดเมื่อได้รับโอกาส ส่วนคัมภ่ีร์วิสุทธิมรรค๙๔ กล่าวว่า มรรคละกิเลสอดีตและกิเลสอนาคตไม่ได้ เพราะไม่มีกิเลสที่จะพึงละ ทั้งละกิเลสปัจจุบันไม่ได้ เพราะขณะที่เกิดกิเลสก็เกิดมรรคจิตไม่ได้ เนื่องจากจิตทั้งสองประเภทเกิดพร้อมกันไม่ได้ ความจริงมรรค ละกิเลสที่อาจเกิดในเมื่อได้รับโอกาสที่เรียกว่าภูมิลัทธุปปันนะ (ปัจจุบันที่ได้อารมณ์คือขันธ์ ๕)]