Abhidhammāvatāra

คัมภีร์อภิธัมมาวตาร

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

<< | หน้าที่ 462 | >>
๑๓๘๓. ปริญฺญาภิสมเยเนว ทุกฺขํ อภิสเมติ โส
ปหานาภิสมเยเนว ตถา สมุทยมฺปิ จ.
๑๓๘๔. ภาวนาวิธินาเยว มคฺคํ อภิสเมติ ตํ
อารมฺมณกฺริยาเยว นิโรธํ สจฺฉิกโรติ โส.

“มรรคนั้นย่อมหยั่งรู้ทุกข์ด้วยการรู้คือการกำหนด หยั่งรู้สมุทัยด้วยการรู้ที่เป็นการ ละ หยั่งรู้มรรคด้วยการอบรม และหยั่งรู้นิโรธด้วยการรับเอาเป็นอารมณ์”

วุตฺตมฺปิ เจตํ “มคฺคสมงฺคิสฺส ญาณํ ทุกฺเขเปตํ ญาณํ,ทุกฺขสมุทเยเปตํ ญาณํ,ทุกฺข-นิโรเธเปตํ ญาณํ, ทุกฺขนิโรธคามินิยา ปฏิปทายเปตํ ญาณนฺ”ติ.๙๕ ตตฺถ ยถา ปทีโป วฏฺฏึ ฌาเปติ, เอวํ มคฺคญาณํ ทุกฺขํ ปริชานาติ. ยถา อนฺธการํ นาเสติ, เอวํ สมุทยํ ปชหติ. ยถา อาโลกํ วิทํเสติ, เอวํ สหชาตาทิปจฺจยตาย สมฺมาสงฺกปฺปาทิมคฺคํ ภาเวติ. ยถา เตลํ ปริยา-ทิยติ, เอวํ กิเลสปริยาทาเนน นิโรธํ สจฺฉิกโรตีติเวทิตพฺพํ.

“สมจริงดังพระพุทธวจนะว่า ‘ญาณของผู้เพียบพร้อมด้วยมรรค เป็นความรู้ในทุกข์ ความรู้ในเหตุเกิดทุกข์ ความรู้ในความดับทุกข์ และความรู้ในปฏิปทาแห่งความดับทุกข์’ ในการอุปมานั้น มรรคญาณย่อมกำหนดรู้ทุกข์เหมือนประทีปเผาไส้ ละสมุทัย เหมือนกำจัดความมืด เจริญมรรคคือสัมมาสังกัปปะเป็นต้นโดยความเป็นสหชาตปัจจัยเป็นต้น เหมือนให้แสงสว่าง และทำให้แจ้งนิโรธสัจด้วยการยังกิเลสให้หมดไปเหมือนการเผาน้ำมัน ให้สิ้นไป”

[มรรคญาณหยั่งรู้นิโรธสัจโดยรับเอาเป็นอารมณ์โดยตรง และหยั่งรู้สัจจะทั้ง๔ด้วยความ ไม่หลงในสัจจะเหล่านั้น]

๑๓๘๕. อุคฺคจฺฉนฺโต ยถาทิจฺโจ อปุพฺพาจริมํ ปน
จตฺตาริ ปน กิจฺจานิ กโรเตกกฺขเณ อิธ.
๑๓๘๖. โอภาเสติ จ รูปานิ นาเสติ ติมิรมฺปิ จ
อาโลกญฺจ วิทํเสติ สีตญฺจ ปฏิหญฺญติ.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka