๑๔๐๓. อตฺถโต คนฺถโต จาปิ ยุตฺติโต จาปิ เอตฺถ จ
อยุตฺตํ วา วิรุทฺธํ วา ยทิ ทิสฺสติ กิญฺจิปิ.
๑๔๐๔. ปุพฺพาปรํ วิโลเกตฺวา วิจาเรตฺวา ปุนปฺปุนํ
ธีมตา สงฺคเหตพฺพํ คเหตพฺพํ น โทสโต.
“ถ้าความไม่สมควรหรือความขัดแย้งอย่างใดอย่างหนึ่งปรากฏในคัมภีร์นี้โดยศัพท์ โดยอรรถ หรือโดยความเหมาะสม ธีรชนผู้ทรงปัญญาพึงตรวจดูข้างหน้าและข้างหลัง ใคร่ครวญ อย่างถี่ถ้วนแล้วถือเอาเถิดอ ย่าถือเอาว่าเป็นความบกพร่อง”
[ฎีกาใหม่อธิบายว่า ความไม่สมควร คือ ความไม่สอดคล้องกับคัมภีร์อรรถกถา ส่วนความ ขัดแย้ง คือ ความไม่สอดคล้องกับพระบาลี]
๑๔๐๕. ติวิธา พฺยปฺปถานญฺหิ คติโย ทุพฺพิธาปิ เจ.
ตสฺมา อุปปริกฺขิตฺวา เวทิตพฺพํ วิภาวินา.
“ผู้มีปัญญาพึงใคร่ครวญถือเอา เพราะครรลองแห่งถ้อยคำมี ๓ ประการและรู้ได้ยาก”
[ครรลองแห่งถ้อยคำ มี ๓ ประการ คือ
๑. คำที่ถึงพร้อมด้วยศัพท์ แต่ไม่ถึงพร้อมด้วยอรรถ (สทฺทสมฺปนฺน นอตฺถสมฺปนฺน)
๒. คำที่ถึงพร้อมด้วยอรรถ แต่ไม่ถึงพร้อมด้วยศัพท์ (อตฺถสมฺปนฺน นสทฺทสมฺปนฺน)
๓. คำที่ถึงพร้อมด้วยศัพท์และอรรถทั้งสองอย่าง (อุภยสมฺปนฺน)]
๑๔๐๖. นิกายนฺตรลทฺธีหิ อสมฺมิสฺโส อนากุโล
มหาวิหารวาสีนํ วาจนามคฺคนิสฺสิโต.
๑๔๐๗. มธุรกฺขรสํยุตฺโต อตฺโถ ยสฺมา ปกาสิโต
ตสฺมา หิตตฺถกาเมน กาตพฺโพ เอตฺถ อาทโร.
“ข้าพเจ้าได้แสดงเนื้อความที่ไม่ระคนคละกันกับความเห็นในนิกายอื่นอันอาศัย