| พระไตรปิฎก | เล่มที่ 14 |
| นิกาย | มัชฌิมนิกาย |
| ผู้แสดงธรรม | พระพุทธเจ้า |
| ผู้ฟัง | หมู่ภิกษุ |
| สถานที่ | โฆสิตาราม กรุงโกสัมพี |
| Link | อุปักกิเลสสูตร |
อุปักกิเลสสูตร (มัชฌิมนิกาย พระสูตรที่ ๑๒๘) กล่าวถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งพระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่พระวิหารโฆสิตาราม เขตกรุงโกสัมพี ในขณะนั้น ภิกษุทั้งหลายในกรุงโกสัมพีเกิดความบาดหมาง ทะเลาะวิวาท และเสียดสีกันด้วยวาจาอย่างรุนแรง แม้พระพุทธองค์จะทรงพยายามห้ามปรามถึงสามครั้ง แต่ภิกษุเหล่านั้นก็ไม่เชื่อฟัง กลับทูลขอให้พระองค์ทรงขวนขวายน้อย และทรงประกอบแต่สุขวิหารธรรมในปัจจุบันอยู่เถิด โดยที่พวกตนยังจะคงทะเลาะวิวาทกันต่อไป
เมื่อไม่สามารถระงับความขัดแย้งได้ พระผู้มีพระภาคจึงทรงสละที่ประทับ เสด็จออกจากกรุงโกสัมพีไปแต่ลำพัง ทรงเปล่งพระคาถาว่าด้วยโทษของการคบคนพาล และคุณของการเที่ยวไปผู้เดียวประเสริฐกว่า เหมือนช้างมาตังคะเที่ยวไปในป่า พระองค์เสด็จไปยังบ้านพาลกโลณการคาม และได้พบกับท่านพระภคุ จากนั้นจึงเสด็จต่อไปยังป่าปาจีนวังสทายวัน ที่ซึ่งท่านพระอนุรุทธะ ท่านพระนันทิยะ และท่านพระกิมพิละ กำลังจำพรรษาอยู่ด้วยความสามัคคีปรองดอง มีกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรมประกอบด้วยเมตตาต่อกัน
พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามภิกษุทั้งสามเกี่ยวกับความอยู่ผาสุกและการปฏิบัติธรรมของพวกเขา ภิกษุทั้งสามกราบทูลว่าพวกเขารู้สึกถึงแสงสว่างและการเห็นรูปนิมิตในการภาวนา แต่ไม่นานแสงและนิมิตนั้นก็อันตรธานไป พวกเขายังไม่เข้าใจสาเหตุ พระพุทธองค์จึงตรัสเล่าถึงประสบการณ์ของพระองค์เองก่อนการตรัสรู้ว่า ทรงเคยประสบเหตุการณ์เช่นเดียวกัน และได้ทรงใคร่ครวญหาสาเหตุของการอันตรธานไปของแสงและนิมิตนั้น จนทรงพบว่ามีอุปกิเลส (เครื่องเศร้าหมอง) แห่งจิต ๑๐ ประการ เป็นเหตุขัดขวางความก้าวหน้าในการปฏิบัติ และทำให้จิตไม่บริสุทธิ์ผ่องใส ได้แก่ :
๑. วิจิกิจฉา (ความสงสัย)
๒. อมนสิการ (ความไม่ใส่ใจ)
๓. ถีนมิทธะ (ความท้อถอยและง่วงงุน)
๔. ฉัมภิตัตตะ (ความหวาดเสียว/ความสะดุ้งกลัว)
๕. อุทธัจจะ (ความฟุ้งซ่าน)
๖. อรติ (ความไม่ยินดี/ความเบื่อหน่าย)
๗. อัจจารัทธะวิริยะ (ความเพียรที่ปรารภจัดเกินไป)
๘. อติลีนวิริยะ (ความเพียรที่ย่อหย่อนเกินไป)
๙. นานัตตสัญญา (ความสำคัญในสภาวะที่ต่างกัน/สัญญาความจำในอารมณ์ต่างๆ)
๑๐. อภินิมิตตปริคคหะ (ความเพ่งเล็งรูปนิมิตเกินไป)
พระพุทธองค์ทรงสอนว่า การที่จิตเศร้าหมองด้วยอุปกิเลสเหล่านี้ เป็นเหตุให้จิตไม่อ่อน ไม่ควรแก่การงาน ไม่ผ่องใส ไม่ตั้งมั่นเพื่อความสิ้นอาสวะ แต่เมื่อบุคคลละอุปกิเลสเหล่านี้ได้ จิตก็จะบริสุทธิ์ ผ่องใส เหมาะแก่การเจริญปัญญาญาณขั้นสูง เช่น ทิพยจักษุ เป็นต้น
| พระสูตร | ผู้แสดงธรรม |
|---|---|
| อานาปานัสสติสูตร | พระพุทธเจ้า |
| กายคตาสติสูตร | พระพุทธเจ้า |
| สฬายตนวิภังคสูตร | พระพุทธเจ้า |
| ธาตุวิภังคสูตร | พระพุทธเจ้า |
| ทักขิณาวิภังคสูตร | พระพุทธเจ้า |
| อินทริยภาวนาสูตร | พระพุทธเจ้า |
| สังขารูปปัตติสูตร | พระพุทธเจ้า |
| ปัญจัตตยสูตร | พระพุทธเจ้า |
| มหาสุญญตสูตร | พระพุทธเจ้า |
| พักกุลัตเถรัจฉริยัพภูตสูตร | พระพักกุละ |