Five Strengths
พละ 5 คือหลักธรรม 5 ประการที่พระพุทธองค์ทรงแสดงว่าเป็น กำลังอันประเสริฐ ที่ทำให้จิตมั่นคงและไม่หวั่นไหวต่อสิ่งที่เป็นปฏิปักษ์ คำว่า พละ แปลว่า กำลัง หรือแรงที่ไม่อาจถูกทำลายหรือสั่นคลอนได้ พละ 5 มีองค์ธรรมเดียวกับ อินทรีย์ 5 คือ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา แต่ต่างกันตรงที่อินทรีย์ 5 เน้นความเป็นใหญ่ในการปกครองธรรมอื่น ส่วนพละ 5 เน้น ความมั่นคงไม่หวั่นไหว ต่อธรรมฝ่ายตรงข้าม พละ 5 จัดอยู่ในหมวด โพธิปักขิยธรรม 37 อันเป็นธรรมที่เกื้อกูลต่อการตรัสรู้
องค์ประกอบของพละ 5
สัทธาพละ คือศรัทธาที่มีกำลังมั่นคง ไม่หวั่นไหวต่อ อสัทธิยะ คือความไม่มีศรัทธาหรือความเคลือบแคลงสงสัย ศรัทธาในที่นี้ไม่ใช่ความเชื่อแบบงมงาย แต่คือความเชื่อมั่นที่ตั้งอยู่บน ปัญญาและการพิสูจน์ ด้วยการปฏิบัติจริง ผู้ที่มีสัทธาพละจะไม่ถูกคำพูดที่ดูหมิ่น พระรัตนตรัย หรือคำสอนที่บิดเบือน ทำให้จิตสั่นคลอนออกจากที่ตั้งได้ สัทธาพละยังเป็นกำลังที่นำพาให้ ก้าวเข้าสู่การปฏิบัติและดำเนินต่อไปอย่างไม่ลังเลสงสัย เปรียบเหมือน มือที่หยิบจับ นำเอาองค์ธรรมอื่น ๆ เข้ามาร่วมทำงาน
วิริยพละ คือความเพียรที่มีกำลังมั่นคง ไม่หวั่นไหวต่อ โกสัชชะ คือความเกียจคร้านและความท้อแท้ วิริยพละทำให้ผู้ปฏิบัติสามารถก้าวเดินต่อไปได้แม้เผชิญกับอุปสรรค ความเจ็บปวดทางกาย ความเบื่อหน่าย หรือความยากลำบากในการปฏิบัติ พระพุทธองค์ทรงแสดงวิริยพละในลักษณะของ สัมมัปปธาน 4 คือการเพียรในทุกมิติทั้งการละชั่ว การเว้นชั่ว การทำดี และการรักษาดี วิริยพละที่แท้จริงไม่ใช่การเร่งรีบเคร่งเครียด แต่คือความสม่ำเสมอ และความอดทนที่ไม่สิ้นสุด
สติพละ คือสติที่มีกำลังมั่นคง ไม่หวั่นไหวต่อ ปมาทะ คือความประมาทเลินเล่อและความเผลอสติ สติพละเป็นกำลังธรรมที่พระพุทธองค์ทรงยกย่องเป็นพิเศษ ดังพุทธพจน์ที่ว่า สติเป็นธรรมที่จำเป็นในทุกกรณี ผู้ที่มีสติพละจะมีความตื่นตัวและรู้ตัวอยู่เสมอในทุกอิริยาบถ ไม่ถูกอารมณ์ภายนอกดึงให้หลงลืมและเผลอไปในกิเลส สติพละยังทำหน้าที่ประคองอินทรีย์คู่ทั้งสอง คือศรัทธากับปัญญา และวิริยะกับสมาธิ ให้ดำเนินไปอย่าง สมดุลและไม่เสียหลัก
สมาธิพละ คือสมาธิที่มีกำลังมั่นคง ไม่หวั่นไหวต่อ อุทธัจจะ คือความฟุ้งซ่านและความวุ่นวายของจิต จิตที่มีสมาธิพละจะสงบนิ่ง ตั้งมั่น และไม่ถูกกระแสอารมณ์ภายนอก พัดพาให้หลุดออกจากที่ตั้งได้โดยง่าย สมาธิพละเป็นพื้นฐานสำคัญที่ ทำให้ วิปัสสนาปัญญา สามารถทำงานได้อย่างเต็มกำลัง เพราะจิตที่ฟุ้งซ่านย่อมเห็นสภาวธรรมได้ไม่ชัดเจน สมาธิพละจึงเปรียบเหมือน ดวงประทีปที่ตั้งอยู่ในที่ไม่มีลม ส่องสว่างได้อย่างมั่นคงและสม่ำเสมอ
ปัญญาพละ คือปัญญาที่มีกำลังมั่นคง ไม่หวั่นไหวต่อ อวิชชา คือความไม่รู้และความหลงผิด ปัญญาพละเป็น กำลังสูงสุดในพละ 5 ที่สามารถตัดรากเหง้าของกิเลสได้โดยตรง เพราะกิเลสทั้งหมดมีอวิชชาเป็นมูลเหตุ เมื่อปัญญาพละเห็นแจ้ง ในอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ของขันธ์ทั้ง 5 อวิชชาย่อมถูกทำลาย ตัณหาและอุปาทานก็ดับตามลำดับ นำไปสู่ความพ้นทุกข์อย่างสิ้นเชิง
ความสัมพันธ์ระหว่างพละ 5 กับอินทรีย์ 5
พระพุทธองค์ทรงแสดงว่า อินทรีย์และพละเป็นธรรมชุดเดียวกัน แตกต่างกันเพียงมุมมอง กล่าวคือ เมื่อธรรมทั้ง 5 ทำหน้าที่ เป็นใหญ่และปกครอง ธรรมอื่นในขอบเขตของตน เรียกว่า อินทรีย์ แต่เมื่อธรรมเหล่านั้นมีกำลัง มั่นคงไม่หวั่นไหว ต่อธรรมฝ่ายตรงข้าม เรียกว่า พละ นักปฏิบัติจึงควรเจริญธรรมทั้งสองหมวดนี้ ควบคู่กันไป เพราะยิ่งอินทรีย์แก่กล้า พละก็ยิ่งมีกำลังมากขึ้น
พละ 5 กับการบรรลุธรรม
ในทางปฏิบัติ พละ 5 ต้องได้รับการเจริญให้ สมดุลเป็นคู่ ๆ คือ ศรัทธากับปัญญา ต้องสมดุลกัน มิเช่นนั้นจะกลายเป็น ความงมงายหรือความเย่อหยิ่งในปัญญา และ วิริยะกับสมาธิ ต้องสมดุลกัน มิเช่นนั้นจิตจะฟุ้งซ่านหรือหดหู่ ส่วน สติ เป็นธรรมกลางที่ไม่ต้องการคู่สมดุล เพราะยิ่งมีสติมากยิ่งดีเสมอ ผู้ที่เจริญพละ 5 จนบริบูรณ์ ย่อมมีกำลังเพียงพอที่จะ ทำลายสังโยชน์ ทีละชั้น จนกระทั่งบรรลุ อรหัตผล และพ้นจากวัฏสงสารในที่สุด