The Seven Factors of Enlightenment
โพชฌงค์ 7 คือหลักธรรม 7 ประการที่พระพุทธองค์ทรงแสดงว่าเป็น องค์ประกอบแห่งการตรัสรู้ คำว่า โพชฌงค์ มาจาก โพธิ แปลว่า การตรัสรู้ และ องค์ แปลว่า องค์ประกอบหรือส่วน โพชฌงค์ 7 จึงหมายถึงธรรม 7 ประการ ที่เมื่อเจริญครบถ้วนและสมดุลแล้ว ย่อมนำไปสู่ การตรัสรู้และนิพพาน โพชฌงค์ 7 จัดอยู่ในหมวด โพธิปักขิยธรรม 37 และถือเป็นหมวดธรรมที่ ใกล้ชิดกับการบรรลุธรรมมากที่สุด พระพุทธองค์ยังทรงแสดงอีกว่า การเจริญโพชฌงค์ 7 เป็นเหตุให้ หายจากโรคภัยไข้เจ็บ ได้ด้วย ดังที่ทรงสาธยายโพชฌงค์ แก่พระมหากัสสปะและพระมหาโมคคัลลานะเมื่อครั้งอาพาธ
องค์ประกอบของโพชฌงค์ 7
สติ คือความระลึกรู้ ความตื่นตัว และการไม่เผลอเรอในอารมณ์ ที่กำหนดพิจารณาอยู่ สติสัมโพชฌงค์เป็น องค์แรกและสำคัญที่สุด เพราะเป็นรากฐานที่โพชฌงค์อื่น ๆ ทั้งหมดจะเกิดขึ้นตาม พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า สติจำเป็นในทุกกรณี เหมือนเกลือที่ใส่ในอาหารทุกชนิด สติที่แก่กล้าในการภาวนาจะเป็นเหตุให้ธัมมวิจยะเกิดขึ้นตามมาโดยอัตโนมัติ
ธัมมวิจยะ คือการสืบสวน ไตร่ตรอง และพิจารณาสภาวธรรม ด้วยปัญญาอย่างแยบคาย เห็นความจริงของอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ในอารมณ์ที่สติกำหนดรู้อยู่ ธัมมวิจยะเป็น หัวใจของวิปัสสนา เพราะเป็นตัวที่เข้าไปเจาะแทงสภาวธรรมให้แตกฉานออกมา เมื่อธัมมวิจยะทำงาน จิตจะไม่หยุดนิ่งแค่รู้อารมณ์ แต่จะเห็นลักษณะ ที่แท้จริงของอารมณ์นั้น ธัมมวิจยะที่แก่กล้าย่อมนำไปสู่ วิปัสสนาญาณ ตามลำดับ
วิริยะ คือความบากบั่น มุมานะ และไม่ย่อท้อในการปฏิบัติ วิริยสัมโพชฌงค์ทำหน้าที่ ประคองจิตให้ดำเนินต่อไป ไม่ปล่อยให้ความเกียจคร้านหรือความท้อแท้เข้าครอบงำ วิริยะในโพชฌงค์นี้ไม่ใช่การเร่งรัดตนเองอย่างเคร่งเครียด แต่คือพลังงานที่ ไหลเนื่องและสม่ำเสมอ เหมือนแม่น้ำที่ไหลไปสู่ทะเลโดยไม่หยุด วิริยะที่พอดีจะเป็นเหตุให้ปีติเกิดขึ้นตามมา
ปีติ คือความอิ่มเอิบ ซาบซึ้ง และปลาบปลื้มใจที่เกิดขึ้น จากการปฏิบัติ ปีติสัมโพชฌงค์เป็น ผลที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เมื่อจิตเข้าถึงธรรมได้อย่างลึกซึ้ง ปีติมี 5 ระดับ ตั้งแต่ขนลุกชูชัน จนถึงความรู้สึกเบาและโปร่งสบายทั่วกาย เมื่อปีติเกิดขึ้น กายและจิตจะ ผ่อนคลายและสงบลง นำให้ปัสสัทธิเกิดตามมา
ปัสสัทธิ คือความสงบเย็น ความระงับดับของความกระวนกระวาย ทั้งทางกายและทางใจ เมื่อปีติที่ตื่นเต้นเร้าใจค่อย ๆ สงบลง จิตจะเข้าสู่สภาวะ เย็นสงบและเบาสบาย อย่างลึกซึ้ง ปัสสัทธิเป็นสะพานที่เชื่อมระหว่างปีติกับสมาธิ เพราะจิตที่สงบระงับดีแล้วย่อมตั้งมั่นเป็นสมาธิได้โดยง่าย ปัสสัทธิยังทำให้การปฏิบัติรู้สึก ไม่เป็นภาระ และดำเนินไปอย่างเป็นธรรมชาติ
สมาธิ คือความตั้งมั่นของจิตในอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่านและไม่หดหู่ สมาธิสัมโพชฌงค์เป็น พื้นฐานของวิปัสสนา เพราะจิตที่ตั้งมั่นดีย่อมเห็นสภาวธรรมได้อย่างชัดเจนและละเอียดลออ สมาธิในโพชฌงค์ครอบคลุมทั้ง สมถสมาธิ และ วิปัสสนาสมาธิ คือทั้งความสงบที่ได้จากการทำกรรมฐาน และความตั้งมั่นที่เกิดขึ้นในขณะที่วิปัสสนาปัญญากำลังทำงาน
อุเบกขา คือความวางเฉย ความเป็นกลาง และความไม่เอนเอียง ไปตามอารมณ์ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อุเบกขาสัมโพชฌงค์เป็น องค์ธรรมสูงสุด ในโพชฌงค์ 7 เพราะเป็นสภาวะที่จิต ตั้งอยู่ได้อย่างสมดุลและไม่ต้องการการปรุงแต่งเพิ่มเติมอีกแล้ว อุเบกขาในที่นี้ไม่ใช่ความเฉยชาหรือไม่แยแส แต่คือ ความสงบที่มีปัญญากำกับ เห็นสภาวธรรมตามความเป็นจริง โดยไม่ยินดียินร้ายต่อสิ่งที่พบเห็น อุเบกขาที่บริบูรณ์เป็นประตูสู่ วิปัสสนาอุเบกขา และการหลุดพ้นในที่สุด
การปรับสมดุลของโพชฌงค์ 7
พระพุทธองค์ทรงแสดงว่าโพชฌงค์ 7 แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มตามหน้าที่ คือ กลุ่มที่ กระตุ้นและปลุกเร้าจิต ได้แก่ ธัมมวิจยะ วิริยะ และปีติ และกลุ่มที่ สงบและประคองจิต ได้แก่ ปัสสัทธิ สมาธิ และอุเบกขา ส่วนสติเป็นธรรมกลางที่จำเป็นในทุกสถานการณ์
โพชฌงค์ 7 กับการบรรลุธรรม
เมื่อโพชฌงค์ 7 ได้รับการเจริญจนบริบูรณ์และสมดุลแล้ว จิตจะเข้าสู่สภาวะที่พร้อมสำหรับ วิปัสสนาญาณขั้นสูง และในที่สุดก็จะเกิด มรรคจิต ที่ตัดกิเลสได้อย่างเด็ดขาด พระพุทธองค์ทรงรับรองว่า ผู้ที่เจริญโพชฌงค์ 7 โดยอาศัย วิเวก วิราคะ นิโรธ และน้อมไปเพื่อการสละ ย่อมหวังได้ว่าจะ บรรลุวิชชาและวิมุตติ อันเป็นจุดหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา