Corruptions
อุปักกิเลสสูตร (MN 128) ในพระไตรปิฎก มัชฌิมนิกาย เริ่มต้นด้วยเหตุการณ์ที่พระภิกษุในกรุงโกสัมพีเกิดความบาดหมาง ทะเลาะวิวาท และเสียดสีกันด้วยวาจาอย่างรุนแรง พระผู้มีพระภาคพยายามห้ามปรามถึงสามครั้ง แต่เหล่าภิกษุกลับไม่เชื่อฟัง โดยกล่าวว่า พระองค์ควรเสด็จประทับอยู่ด้วยสุขวิหารธรรม และปล่อยให้พวกเขาจัดการความขัดแย้งกันเอง ด้วยเหตุนี้ พระพุทธองค์จึงทรงเก็บงำเสนาสนะ เสด็จจาริกไปแต่เพียงลำพัง ทรงเปล่งพระคาถาว่า ไม่ควรคบหากับคนพาล ควรเที่ยวไปผู้เดียว ไม่พึงทำบาป เหมือนช้างมาตังคะในป่า
หลังจากนั้น พระผู้มีพระภาคได้เสด็จไปยังหมู่บ้านบาลกโลณการคาม ทรงสนทนากับพระภคุ และเสด็จต่อไปยังป่าปาจีนวังสทายวัน ซึ่งเป็นที่ประทับของพระอนุรุทธะ พระนันทิยะ และพระกิมพิละ พระพุทธองค์ทรงพบว่าพระภิกษุทั้งสามรูปนี้อยู่ร่วมกันอย่างสามัคคีปรองดอง ดุจน้ำกับนม มีกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ประกอบด้วยเมตตาทั้งในที่ลับและที่แจ้ง พระพุทธองค์ทรงสอบถามถึงแนวทางการปฏิบัติของพวกเขา ซึ่งพระอนุรุทธะได้กราบทูลว่า พวกตนพยายามตั้งมั่นในความไม่ประมาท มีความเพียร และส่งจิตไปในธรรม
จากนั้น พระผู้มีพระภาคทรงเล่าถึงประสบการณ์ของพระองค์เองก่อนตรัสรู้ เมื่อทรงบำเพ็ญความเพียรเพื่อเข้าถึงแสงสว่างและนิมิตในการทำสมาธิ แต่แสงสว่างและนิมิตนั้นกลับหายไป พระองค์ทรงพิจารณาเห็นว่าเหตุปัจจัยที่ทำให้แสงสว่างและนิมิตหายไปคือ "อุปกิเลส" หรือธรรมเครื่องเศร้าหมองของจิต ได้แก่ วิจิกิจฉา (ความสงสัย), อมนสิการ (ไม่ใส่ใจ), ถีนมิทธะ (ความท้อถอย), ความหวาดเสียว, ความตื่นเต้น, ความหยาบคาย, ความเพียรที่มากเกินไปหรือน้อยเกินไป, ตัณหา, ความสำคัญว่าสภาวะต่างกัน และการเพ่งเล็งรูปเกินไป พระองค์ทรงตระหนักว่าต้องละอุปกิเลสเหล่านี้เสีย จึงจะสามารถเข้าถึงและแทงตลอดนิมิตนั้นได้ อันเป็นหนทางสู่ความหลุดพ้น
อ่านพระสูตรฉบับเต็ม →