| พระไตรปิฎก | เล่มที่ 14 |
| นิกาย | มัชฌิมนิกาย |
| ผู้แสดงธรรม | พระพุทธเจ้า |
| ผู้ฟัง | ปุกกุสาติกุลบุตร |
| สถานที่ | กรุงราชคฤห์ |
| Link | ธาตุวิภังคสูตร |
ธาตุวิภังคสูตร (Dhatu-vibhanga Sutta) เป็นพระสูตรสำคัญในมัชฌิมนิกาย หมวดอุปริปัณณาสก์ ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมแก่ภิกษุรูปหนึ่งนามว่า ปุกกุสาติ โดยมิได้ทรงเปิดเผยพระองค์ในตอนแรก เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จจาริกไปในชนบทมคธและทรงแวะประทับแรมในโรงช่างหม้อแห่งหนึ่ง ซึ่งภิกษุหนุ่มนามว่าปุกกุสาติ ผู้ซึ่งสละราชสมบัติจากเมืองตักกสิลาออกบวชด้วยศรัทธาในพระพุทธเจ้าโดยที่ยังไม่เคยพบพระองค์มาก่อน ก็ได้พักแรมอยู่ในโรงช่างหม้อนั้นเช่นกัน พระพุทธองค์ทอดพระเนตรเห็นว่าปุกกุสาติมีอุปนิสัยควรแก่การบรรลุ จึงทรงแสดงพระธรรมเทศนาที่ลึกซึ้งโดยมิได้บอกว่าพระองค์คือใคร
หัวใจของธาตุวิภังคสูตรคือการจำแนกธาตุ (ธาตุวิภังค์) อันเป็นอุเทศที่พระองค์ทรงแสดงไว้ว่า "คนเรานี้มีธาตุ ๖ มีแดนสัมผัส ๖ มีความหน่วงนึกของใจ ๑๘ มีธรรมที่ควรตั้งไว้ในใจ ๔" ซึ่งเป็นหนทางของผู้ที่ไม่มีกิเลสเครื่องสำคัญตนและกิเลสเครื่องหมักหมม พระองค์ทรงอธิบายองค์ธรรมแต่ละส่วนดังนี้
ประการแรก คือ **ธาตุ ๖** ได้แก่ ปฐวีธาตุ (ธาตุดิน), อาโปธาตุ (ธาตุน้ำ), เตโชธาตุ (ธาตุไฟ), วาโยธาตุ (ธาตุลม), อากาสธาตุ (ช่องว่าง) และวิญญาณธาตุ (ธาตุรู้) พระองค์ทรงชี้ให้พิจารณาทั้งธาตุภายใน (ในร่างกายตน) และธาตุภายนอก ว่าล้วนเป็นธาตุเหมือนกัน ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่อัตตาของเรา การพิจารณาเช่นนี้ย่อมทำให้จิตคลายกำหนัดในธาตุทั้งหลาย
ประการที่สอง คือ **แดนสัมผัส ๖ (ผัสสายตนะ ๖)** อันได้แก่ อายตนะภายในทั้งหก คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
ประการที่สาม คือ **ความหน่วงนึกของใจ ๑๘ (มโนปวิจาร ๑๘)** เกิดจากการที่บุคคลเห็นรูปด้วยตา ฟังเสียงด้วยหู ดมกลิ่นด้วยจมูก ลิ้มรสด้วยลิ้น ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย และรู้ธรรมารมณ์ด้วยใจ แล้วย่อมหน่วงนึกอารมณ์นั้นๆ เป็นที่ตั้งแห่งโสมนัส (สุข), โทมนัส (ทุกข์) หรืออุเบกขา (ไม่สุขไม่ทุกข์) ซึ่งรวมเป็น ๑๘ ประการ (๖ อายตนะ x ๓ เวทนา)
ประการที่สี่ คือ **ธรรมที่ควรตั้งไว้ในใจ ๔ (อธิษฐานธรรม ๔)** ได้แก่ ปัญญา (ความรอบรู้), สัจจะ (ความจริง), จาคะ (ความเสียสละ), และอุปสมะ หรือสันติ (ความสงบ) การไม่ประมาทปัญญา การตามรักษาสัจจะ การเพิ่มพูนจาคะ และการศึกษาสันติเท่านั้น เป็นข้อปฏิบัติสำคัญ
เมื่อผู้ปฏิบัติเห็นธาตุทั้งหลายตามความเป็นจริง ไม่ยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นตัวตน ละเสียซึ่งความสำคัญมั่นหมายต่างๆ เช่น "เราเป็น" "เราจักเป็น" ย่อมชื่อว่าเป็น "มุนีผู้สงบแล้ว" ซึ่งเป็นผู้ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่ตาย ไม่หวั่นไหว และปราศจากความทะยานอยาก ท้ายที่สุด ภิกษุปุกกุสาติก็ตระหนักได้ว่าผู้ที่กำลังแสดงธรรมอยู่คือพระพุทธเจ้า และบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ในระหว่างการฟังธรรมนั้นเอง
| พระสูตร | ผู้แสดงธรรม |
|---|---|
| อานาปานัสสติสูตร | พระพุทธเจ้า |
| กายคตาสติสูตร | พระพุทธเจ้า |
| สฬายตนวิภังคสูตร | พระพุทธเจ้า |
| ทักขิณาวิภังคสูตร | พระพุทธเจ้า |
| อินทริยภาวนาสูตร | พระพุทธเจ้า |
| มหาจัตตารีสกสูตร | พระพุทธเจ้า |
| โลมสกังคิยภัทเทกรัตตสูตร | พระพุทธเจ้า |
| เทวทูตสูตร | พระพุทธเจ้า |
| สุนักขัตตสูตร | พระพุทธเจ้า |
| ฉฉักกสูตร | พระพุทธเจ้า |