| พระไตรปิฎก | เล่มที่ 13 |
| นิกาย | มัชฌิมนิกาย |
| ผู้แสดงธรรม | พระพุทธเจ้า |
| ผู้ฟัง | อัสสลายนมาณพ |
| สถานที่ | พระเชตวัน กรุงสาวัตถี |
| Link | อัสสลายนสูตร |
อัสสลายนสูตร (Assalayana Sutta) เป็นพระสูตรสำคัญในมัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ ที่ว่าด้วยการโต้ตอบระหว่างพระพุทธเจ้ากับอัสสลายนมาณพ เรื่องความบริสุทธิ์ของวรรณะ โดยมีเนื้อหาหลักปฏิเสธความเชื่อของพราหมณ์ที่อ้างว่าวรรณะพราหมณ์ประเสริฐที่สุด บริสุทธิ์ที่สุด และเป็นโอรสของพรหมเท่านั้น ซึ่งเป็นทิฏฐิที่แพร่หลายในสมัยนั้น.
เรื่องเริ่มต้นขึ้นเมื่อพราหมณ์ประมาณ 500 คนในกรุงสาวัตถีไม่พอใจคำสอนของพระสมณโคดมที่บัญญัติความบริสุทธิ์ทั่วไปแก่คนทั้งสี่วรรณะ จึงคิดที่จะส่งผู้มีความสามารถไปโต้แย้ง. อัสสลายนมาณพ ซึ่งเป็นมาณพหนุ่มอายุ 16 ปี จบไตรเพทและเชี่ยวชาญในศาสตร์ต่างๆ ได้รับการชักชวนให้ไปโต้ตอบกับพระพุทธเจ้า แม้ในตอนแรกอัสสลายนมาณพจะไม่กล้า เพราะทราบว่าพระสมณโคดมเป็นผู้กล่าวธรรม ยากที่จะโต้แย้งได้ แต่ด้วยการคะยั้นคะยอของพราหมณ์เหล่านั้น เขาก็ตกลงไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า.
เมื่อเข้าเฝ้าแล้ว อัสสลายนมาณพได้ทูลถามพระพุทธเจ้าถึงทิฏฐิของพราหมณ์ที่ว่า "พราหมณ์เท่านั้นเป็นวรรณะประเสริฐ วรรณะอื่นเลว พราหมณ์เท่านั้นบริสุทธิ์ คนที่มิใช่พราหมณ์ไม่บริสุทธิ์ พราหมณ์เท่านั้นเป็นบุตรของพรหม เป็นโอรสของพรหม เกิดจากโอษฐ์ของพรหม เป็นผู้ที่พรหมสร้างขึ้น เป็นทายาทของพรหม" พระพุทธเจ้าจึงทรงตั้งคำถามและแสดงเหตุผลเพื่อคัดค้านความเชื่อดังกล่าว โดยชี้ให้เห็นว่านางพราหมณีก็มีระดู ตั้งครรภ์ คลอดบุตร และให้นมบุตร เช่นเดียวกับหญิงวรรณะอื่น ซึ่งแสดงว่าพราหมณ์ก็เกิดจากครรภ์มารดา ไม่ได้เกิดจากปากของพรหมแต่อย่างใด.
นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงยกตัวอย่างแคว้นโยนกและกัมโพช ที่มีเพียงสองวรรณะคือเจ้าและทาส และสามารถสลับสถานะกันได้ ซึ่งขัดแย้งกับแนวคิดเรื่องวรรณะที่ตายตัว. พระพุทธเจ้าทรงเน้นย้ำว่าความบริสุทธิ์และความเลวทรามไม่ได้เกิดจากชาติกำเนิด แต่เกิดจากการกระทำ (กรรม) กล่าวคือ ไม่ว่าจะเป็นวรรณะใด หากทำอกุศลกรรม ย่อมไปสู่อบายภูมิ และหากทำกุศลกรรม ย่อมไปสู่สุคติภูมิ. พระองค์ยังทรงยกอุทาหรณ์เปรียบเทียบมาณพสองคนพี่น้องร่วมท้องเดียวกัน คนหนึ่งศึกษาเล่าเรียนแต่ทุศีล อีกคนไม่ได้ศึกษาแต่มีศีลดี อัสสลายนมาณพก็ยอมรับว่าคนมีศีลย่อมประเสริฐกว่า.
สุดท้าย พระพุทธเจ้าทรงเล่าเรื่องในอดีตสมัยที่ฤๅษีพราหมณ์ 7 ตนมีความเห็นเช่นเดียวกับอัสสลายนมาณพ แต่ก็ถูกอสิตเทวลฤๅษีโต้แย้งจนมิอาจตอบได้ และทรงแสดงให้เห็นว่าบุคคลทุกวรรณะสามารถเจริญเมตตาจิตอันไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนได้. ด้วยเหตุผลอันหนักแน่นและเป็นไปตามความเป็นจริง ทำให้อัสสลายนมาณพยอมรับในคำสอนของพระพุทธเจ้า ไม่สามารถโต้แย้งได้อีกต่อไป เขานั่งนิ่ง เก้อเขิน คอตก หมดปฏิภาณ และในที่สุดก็กล่าวสรรเสริญพระผู้มีพระภาค แสดงตนเป็นอุบาสกผู้ถึงพระรัตนตรัยตลอดชีวิต.
| พระสูตร | ผู้แสดงธรรม |
|---|---|
| ชีวกสูตร | พระพุทธเจ้า |
| พหุเวทนิยสูตร | พระพุทธเจ้า |
| พรหมายุสูตร | พระพุทธเจ้า |
| เสลสูตร ๓ | พระพุทธเจ้า |
| สมณมุณฑิกสูตร | พระพุทธเจ้า |
| จูฬสกุลุทายิสูตร | พระพุทธเจ้า |
| อภยราชกุมารสูตร | พระพุทธเจ้า |
| จังกีสูตร | พระพุทธเจ้า |
| กีฏาคิริสูตร | พระพุทธเจ้า |
| เวขณสสูตร | พระพุทธเจ้า |