With Bhūmija
ภูมิชสูตร (มัชฌิมนิกาย MN126) เป็นพระสูตรสำคัญที่พระพุทธองค์ทรงเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปฏิบัติธรรมอย่างถูกวิธี หรือ "แยบคาย" ซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการบรรลุผลแห่งการประพฤติพรหมจรรย์ ไม่ใช่เพียงแค่ความปรารถนาหรือความมุ่งหวังเท่านั้น.
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อพระราชกุมารชยเสนะเสด็จไปสนทนากับท่านพระภูมิชะ และตรัสถามเกี่ยวกับทัศนะของพระศาสดา (พระพุทธเจ้า) ว่าสมณพราหมณ์บางพวกมีความเห็นว่า การประพฤติพรหมจรรย์ไม่ว่าจะตั้งความหวังหรือไม่ตั้งความหวัง ก็ไม่สามารถบรรลุผลได้ คำถามคือพระพุทธเจ้าทรงสอนไว้อย่างไรในเรื่องนี้.
ท่านพระภูมิชะกราบทูลว่า ท่านยังไม่เคยสดับเรื่องนี้จากพระพุทธองค์โดยตรง แต่เชื่อว่าพระพุทธเจ้าคงจะพยากรณ์ว่า ผู้ที่ประพฤติพรหมจรรย์โดย "ไม่แยบคาย" (ไม่ถูกวิธี) ไม่ว่าจะตั้งความหวังหรือไม่ตั้งความหวัง ก็ไม่สามารถบรรลุผลได้ แต่ถ้าประพฤติพรหมจรรย์โดย "แยบคาย" (ถูกวิธี) ก็จะสามารถบรรลุผลได้ ไม่ว่าจะตั้งความหวังหรือไม่ก็ตาม.
ต่อมา พระพุทธองค์ทรงยืนยันคำกล่าวของท่านพระภูมิชะ และทรงอธิบายเพิ่มเติมว่า หากสมณพราหมณ์มีมิจฉาทิฏฐิ (ความเห็นผิด) และดำเนินชีวิตอันประเสริฐอย่างไม่แยบคาย ก็จะไม่สามารถได้รับผลใดๆ แต่ถ้าพวกเขามีสัมมาทิฏฐิ (ความเห็นชอบ) และดำเนินชีวิตอันประเสริฐอย่างแยบคาย คือปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์ ๘ อย่างถูกต้องแล้ว พวกเขาก็จะสามารถบรรลุผลได้.
พระพุทธองค์ทรงยกอุปมา ๔ ข้อ เพื่อแสดงความแตกต่างระหว่างการกระทำที่แยบคายและไม่แยบคาย ได้แก่ การบีบทรายเพื่อให้น้ำมันออก, การดึงเขาโคเพื่อให้นมออก, การกวนน้ำเพื่อให้เนยแข็งเกิด, และการสีไม้สดชุ่มด้วยยางเพื่อทำให้เกิดไฟ. อุปมาเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าการกระทำที่ไม่ถูกวิธี (ไม่แยบคาย) ย่อมไม่เกิดผล เช่นเดียวกับการปฏิบัติธรรมโดยไม่แยบคาย. แต่หากกระทำด้วยวิธีที่ถูกต้อง (แยบคาย) เช่น บีบงาเพื่อให้น้ำมันออก หรือสีไม้แห้งเพื่อทำให้เกิดไฟ ย่อมสำเร็จผล.
ภูมิชสูตรจึงสรุปว่า การบรรลุผลแห่งการประพฤติพรหมจรรย์นั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับความปรารถนาหรือการไม่ปรารถนา แต่ขึ้นอยู่กับการดำเนินตามทางที่ถูกต้องและแยบคาย ซึ่งก็คือการปฏิบัติอริยมรรคมีองค์ ๘ นั่นเอง.
อ่านพระสูตรฉบับเต็ม →