With Jāliya
ชาลิยสูตร (ที.ปา. 11/276/226) เป็นพระสูตรที่บันทึกเหตุการณ์เมื่อพระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารโฆสิตาราม ใกล้กรุงโคสัมพี. ในครั้งนั้น ท่านปริพาชกมุนฑิยะและชาลิยะผู้เป็นศิษย์ของชฎิลไม้เท้า ได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าและสนทนาปราศรัยตามธรรมเนียม เมื่อจบการสนทนา ทั้งสองได้กราบทูลถามคำถามสำคัญว่า "พระโคดมผู้เจริญ ชีวะกับสรีระเป็นอันเดียวกัน หรือชีวะอย่างหนึ่ง สรีระอีกอย่างหนึ่ง?"
พระพุทธเจ้าทรงตรัสตอบโดยไม่ทรงฟันธงในประเด็นดังกล่าวโดยตรง แต่ทรงเริ่มต้นจากการอธิบายถึงการเกิดขึ้นของพระตถาคต ผู้เป็นพระอรหันต์ สัมมาสัมพุทธเจ้า และการที่ภิกษุผู้ตามรอยได้บำเพ็ญศีลให้บริบูรณ์. จากนั้นพระองค์ทรงอธิบายถึงการที่ภิกษุเข้าถึงและพักอยู่ในฌานที่ 1, 2, 3 และ 4 ตามลำดับ. ในแต่ละขั้นของฌาน พระองค์ทรงย้อนถามปริพาชกทั้งสองว่า “เมื่อภิกษุรู้เห็นอย่างนี้แล้ว สมควรจะกล่าวว่า ‘ชีวะกับสรีระเป็นอันเดียวกัน’ หรือ ‘ชีวะอย่างหนึ่ง สรีระอีกอย่างหนึ่ง’ หรือไม่?” ปริพาชกทั้งสองต่างตอบว่า “สมควร พระผู้มีพระภาค.” แต่พระพุทธเจ้ากลับตรัสว่า “แต่เราย่อมรู้เห็นอย่างนี้ ก็ไม่กล่าวว่า ‘ชีวะกับสรีระเป็นอันเดียวกัน’ หรือ ‘ชีวะอย่างหนึ่ง สรีระอีกอย่างหนึ่ง’.”
ต่อมา พระองค์ทรงอธิบายถึงการที่ภิกษุน้อมจิตไปในญาณทัสสนะ (ความรู้เห็นตามความเป็นจริง) และกระทั่งเข้าใจว่า "ไม่มีกิจอื่นยิ่งกว่านี้อีกแล้ว" อันเป็นที่สุดแห่งการปฏิบัติ. ในสองขั้นนี้ พระองค์ก็ทรงย้อนถามคำถามเดิม. เมื่อถึงขั้น "ไม่มีกิจอื่นยิ่งกว่านี้อีกแล้ว" ปริพาชกทั้งสองตอบว่า “ไม่สมควร พระผู้มีพระภาค.” แม้กระนั้น พระพุทธเจ้าก็ยังคงตรัสย้ำว่า “แต่เราย่อมรู้เห็นอย่างนี้ ก็ไม่กล่าวว่า ‘ชีวะกับสรีระเป็นอันเดียวกัน’ หรือ ‘ชีวะอย่างหนึ่ง สรีระอีกอย่างหนึ่ง’.”
คำสอนหลักของชาลิยสูตรจึงไม่ใช่การตอบคำถามเรื่องชีวะและสรีระโดยตรงด้วยการระบุว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งถูกหรือผิด แต่เป็นการแสดงให้เห็นว่าการบรรลุธรรมขั้นสูงสุดนั้นนำไปสู่ความรู้เห็นที่อยู่เหนือการบัญญัติหรือยึดมั่นในทิฐิดังกล่าว. พระพุทธเจ้าทรงชี้ให้เห็นว่าการปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้นนั้นสำคัญกว่าการยึดติดในแนวคิดเรื่องอัตตาและร่างกาย ทั้งปริพาชกมุนฑิยะและชาลิยะต่างยินดีและพอใจในพระดำรัสของพระพุทธเจ้า.
อ่านพระสูตรฉบับเต็ม →