Paṭiccasamuppāda-naya

ปฏิจจสมุปบาทนัย

Dependent Origination

12 องค์ 3 กาล 3 วัฏฏะ

ธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้น

ปฏิจจสมุปบาทนัยแสดงความเกิดขึ้นและความสืบต่อของกองทุกข์โดยอาศัยเหตุปัจจัย เมื่อเหตุมี ผลจึงเกิด และเมื่อเหตุดับ ผลที่อาศัยเหตุนั้นย่อมดับตาม หลักนี้จำแนกเป็นองค์ธรรม 12 ประการที่สัมพันธ์ต่อเนื่องกัน

ปฏิจจสมุปบาท 12 องค์

1

อวิชชา

Avijjā

ความไม่รู้สภาวธรรมตามความเป็นจริง โดยเฉพาะความไม่รู้อริยสัจ 4 เป็นปัจจัยให้เกิดการปรุงแต่งกรรม

2

สังขาร

Saṅkhāra

เจตนากรรมฝ่ายกุศลและอกุศลที่ปรุงแต่งการเกิดวิบากและการสืบต่อของชีวิต

3

วิญญาณ

Viññāṇa

จิตที่รู้อารมณ์ โดยเฉพาะปฏิสนธิวิญญาณซึ่งเกิดขึ้นด้วยอำนาจของสังขารกรรม

4

นามรูป

Nāmarūpa

นามธรรมและรูปธรรมที่เกิดร่วมกันหรือสัมพันธ์กัน โดยมีวิญญาณเป็นปัจจัยอุปการะ

5

สฬายตนะ

Saḷāyatana

อายตนะภายใน 6 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ซึ่งเป็นทางรับรู้อารมณ์

6

ผัสสะ

Phassa

การประจวบกันของอายตนะภายใน อารมณ์ และวิญญาณ ทำให้เกิดการกระทบอารมณ์

7

เวทนา

Vedanā

ความเสวยอารมณ์เป็นสุข ทุกข์ หรืออุเบกขา ซึ่งเกิดขึ้นโดยมีผัสสะเป็นปัจจัย

8

ตัณหา

Taṇhā

ความทะยานอยากและความติดข้องในอารมณ์ โดยอาศัยเวทนาเป็นปัจจัย

9

อุปาทาน

Upādāna

ความยึดมั่นถือมั่นอย่างมีกำลัง ซึ่งสืบเนื่องและเพิ่มพูนจากตัณหา

10

ภพ

Bhava

กัมมภพคือกรรมที่นำไปสู่การเกิด และอุปปัตติภพคือภาวะแห่งการเกิดขึ้นในภูมิต่าง ๆ

11

ชาติ

Jāti

ความเกิดขึ้นของขันธ์ อายตนะ และสภาวธรรมทั้งหลายในภพใหม่

12

ชรามรณะ

Jarāmaraṇa

ความแก่และความตายของสภาวธรรมที่เกิดแล้ว พร้อมความโศกและทุกข์ที่เนื่องกัน

การสงเคราะห์โดยกาล 3

2

อดีตเหตุ

อวิชชาและสังขาร เป็นเหตุในอดีตที่ส่งผลมาถึงปัจจุบัน

8

ปัจจุบัน

วิญญาณถึงเวทนาเป็นผลปัจจุบัน ส่วนตัณหา อุปาทาน และภพเป็นเหตุปัจจุบัน

2

อนาคตผล

ชาติและชรามรณะ เป็นผลในอนาคตที่เกิดจากเหตุปัจจุบัน

การสงเคราะห์โดยวัฏฏะ 3

3

กิเลสวัฏฏ์

อวิชชา ตัณหา และอุปาทาน เป็นวงจรของกิเลสที่ผลักดันการกระทำ

2

กรรมวัฏฏ์

สังขารและกัมมภพ เป็นวงจรของกรรมที่มีกำลังให้ผล

7

วิปากวัฏฏ์

วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ชาติ และชรามรณะ เป็นวงจรของผลกรรม

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka