พระสูตรนี้ (อังคุตตรนิกาย 8.51) บันทึกเหตุการณ์สำคัญในการอนุญาตให้สตรีบวชเป็นภิกษุณีในพระพุทธศาสนา โดยมีพระนางมหาปชาบดีโคตมีเป็นผู้ริเริ่ม พระองค์ทรงเสด็จมาทูลขออุปสมบทต่อพระพุทธองค์ถึง 3 ครั้งแต่ถูกปฏิเสธ จนกระทั่งตัดสินใจปลงผมและติดตามพระพุทธองค์ไปยังกูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน เมืองเวสาลี ด้วยความลำบากพระวรกาย
เมื่อพระอานนท์เห็นพระนางมหาปชาบดีโคตมีและเหล่าสากิยานีมีความทุกข์โศก จึงตัดสินใจทูลขอพระพุทธองค์แทน โดยใช้เหตุผลด้านพระคุณของพระนางที่เคยเป็นแม่นมดูแลพระพุทธองค์มาตั้งแต่ประสูติ และทูลถามถึงความสามารถของสตรีในการบรรลุธรรม ซึ่งพระพุทธองค์ทรงยืนยันว่าสตรีสามารถบรรลุธรรมตั้งแต่ระดับโสดาบันจนถึงพระอรหันต์ได้จริง
อย่างไรก็ตาม พระพุทธองค์ทรงอนุญาตให้สตรีบวชได้ก็ต่อเมื่อยอมรับครุธรรม 8 ประการ (ข้อปฏิบัติที่หนัก/สำคัญยิ่ง) ซึ่งเปรียบเสมือนเขื่อนกั้นน้ำเพื่อรักษาความมั่นคงของพรหมจรรย์ หัวข้อสำคัญของครุธรรมได้แก่:
- ภิกษุณีที่บวชแม้ 100 พรรษา ก็ต้องกราบไหว้และต้อนรับภิกษุที่บวชใหม่
- ห้ามจำพรรษาในที่ที่ไม่มีภิกษุ
- ต้องถามวันอุโบสถและขอโอวาทจากภิกษุสงฆ์ทุกกึ่งเดือน
- หลังจำพรรษาต้องปวารณาในสงฆ์สองฝ่าย (ทั้งภิกษุและภิกษุณี)
- ภิกษุณีที่ทำผิดธรรมวินัยต้องประพฤติมานัตในสงฆ์สองฝ่าย
- สิกขมานา (ผู้ฝึกฝน) ต้องศึกษาในธรรม 6 ประการครบ 2 ปีจึงจะบวชได้
- ห้ามภิกษุณีด่าหรือบริภาษภิกษุด้วยกรณีทั้งปวง
- ตั้งแต่นี้ไป ภิกษุณีจะกล่าวสอนภิกษุไม่ได้ แต่ภิกษุยังคงกล่าวสอนภิกษุณีได้
ในตอนท้าย พระพุทธองค์ได้ตรัสกับพระอานนท์ว่า การอนุญาตให้สตรีบวชนั้นส่งผลให้พระศาสนามีอายุสั้นลงจากที่ควรจะยั่งยืนได้ 1,000 ปี เหลือเพียง 500 ปี เปรียบเสมือนการสร้างเขื่อนกั้นน้ำเพื่อชะลอความเสื่อมตามสถานการณ์นั้นๆ โดยพระนางมหาปชาบดีโคตมีทรงยอมรับครุธรรมทั้ง 8 ประการด้วยความเต็มใจเปรียบดั่งผู้รับมาลัยอันประเสริฐไว้เหนือเกล้า
อ่านพระสูตรฉบับเต็ม →
แสดงความคิดเห็น
แบ่งปันข้อสังเกต คำถาม หรือข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโคตมีสูตร