Unlearned (2nd)
ทุติยอัสสุตวาสูตร (สังยุตตนิกาย SN 12.62) แสดงถึงความแตกต่างในการรับรู้และการเข้าถึงการหลุดพ้นระหว่างปุถุชนผู้ไม่ได้สดับกับอริยสาวกผู้ได้สดับ ณ กรุงสาวัตถี พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับอาจจะเบื่อหน่าย คลายกำหนัด และหลุดพ้นจากกายอันประกอบด้วยมหาภูตสี่ได้บ้าง เพราะเห็นความเจริญและความเสื่อม การเกิดและการตายของกายนั้นปรากฏอยู่
แต่สำหรับสิ่งที่เรียกว่า "จิต" "มโน" หรือ "วิญญาณ" นั้น ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับกลับไม่สามารถเบื่อหน่าย คลายกำหนัด หรือหลุดพ้นไปได้ เหตุเพราะจิตเป็นต้นนี้ถูกปุถุชนผู้ไม่ได้สดับยึดมั่นด้วยตัณหาและทิฏฐิว่าเป็น "ของเรา" "เราเป็นนั่น" "นั่นเป็นอัตตาของเรา" มาเป็นเวลานาน พระองค์ทรงเปรียบเทียบว่า การยึดถือกายโดยความเป็นอัตตายังดีกว่า เพราะกายยังคงอยู่ได้นานหลายสิบปีหรือร้อยปี แต่จิตและวิญญาณนั้น เกิดขึ้นและดับไปตลอดทั้งคืนและวัน เปรียบเหมือนลิงที่จับกิ่งไม้แล้วปล่อยไปจับกิ่งอื่นอยู่เสมอ
ตรงกันข้าม อริยสาวกผู้ได้สดับย่อมมนสิการปฏิจจสมุปบาทโดยแยบคายว่า "เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้จึงไม่มี เพราะสิ่งนี้ดับไป สิ่งนี้จึงดับไป" พวกเขาย่อมเห็นแจ้งว่า เวทนาทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ล้วนเกิดขึ้นเพราะผัสสะ และดับไปเมื่อผัสสะนั้นดับลง
เมื่ออริยสาวกผู้ได้สดับเห็นเช่นนี้ ย่อมเกิดความเบื่อหน่ายในผัสสะ เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ เมื่อเบื่อหน่ายย่อมคลายกำหนัด เมื่อคลายกำหนัดแล้ว จิตย่อมหลุดพ้น เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ย่อมเกิดญาณหยั่งรู้ว่า "ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก"
อ่านพระสูตรฉบับเต็ม →