Disciplinary Issues
อธิกรณวรรค (พระสูตร ๑๑-๒๐) ในพระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๐ นำเสนอหลักธรรมสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติและการธำรงรักษาพระสัทธรรม โดยมีใจความหลักดังนี้
พระพุทธเจ้าทรงแสดงอำนาจ ๒ อย่าง ได้แก่ กำลังคือการพิจารณา (ปฏิสังขานพละ) คือการใคร่ครวญถึงผลร้ายของกาย วจี มโนทุจริต เพื่อละเว้นความชั่ว และกำลังคือการเจริญ (ภาวนพละ) ซึ่งมีหลายนัย เช่น กำลังของผู้ศึกษา หรือการเจริญโพชฌงค์ ๗ และฌาน ๔ ล้วนนำไปสู่การละอกุศลและเจริญกุศล.
พระตถาคตทรงแสดงธรรม ๒ อย่าง คือ โดยย่อและโดยพิสดาร เพื่อให้เหมาะสมกับผู้ฟัง.
ในการระงับอธิกรณ์ หากทั้งภิกษุผู้ผิดและผู้กล่าวหาต่างไม่พิจารณาตนเอง ย่อมนำไปสู่ความบาดหมาง แต่หากต่างฝ่ายต่างพิจารณาตนเองและยอมรับว่า "โทษนี้เป็นของเราคนเดียว" ย่อมระงับได้ด้วยดี นำมาซึ่งความปรองดอง.
พระพุทธเจ้าตรัสถึงเหตุแห่งภพภูมิว่า การกระทำที่ไม่เป็นธรรม (อธรรมจริยา) ทางกาย วาจา ใจ คือการทำชั่วและไม่ทำดี ย่อมนำไปสู่ทุคติ ส่วนการกระทำที่เป็นธรรม (ธัมมจริยา) คือการทำดีและไม่ทำชั่ว ย่อมนำไปสู่สุคติ.
การไม่ทำกรรมชั่วทางกาย วาจา ใจ ย่อมนำมาซึ่งความไม่เดือดร้อนใจ คำสรรเสริญ ชื่อเสียงดี และสุคติ ส่วนการทำกรรมชั่วย่อมได้รับผลตรงกันข้าม ได้แก่ ความเดือดร้อนใจ คำติเตียน และทุคติ.
พระพุทธเจ้าทรงยืนยันว่า เป็นไปได้ที่จะละอกุศลและเจริญกุศล การละอกุศลนำมาซึ่งประโยชน์สุข ส่วนการเจริญกุศลก็เช่นกัน.
พระสัทธรรมจะเสื่อมไปเมื่อมีการจัดลำดับถ้อยคำคลาดเคลื่อนและตีความหมายผิด แต่จะดำรงอยู่ได้เมื่อมีการจัดลำดับถ้อยคำถูกต้องและตีความหมายถูกต้อง.