พระสูตรนี้ (สังโยชนสูตร) ได้จำแนกบุคคลในโลกออกเป็น 4 ประเภท ตามระดับการละสังโยชน์ (เครื่องผูกมัดสัตว์ไว้ในวัฏสงสาร) โดยแบ่งระดับการละออกเป็น 3 ส่วน คือ สังโยชน์เบื้องต่ำ (lower fetters), สังโยชน์ที่นำไปสู่การเกิดใหม่ (fetters for getting reborn), และ สังโยชน์ที่นำไปสู่ภพใหม่ (fetters for getting a continued existence) เพื่ออธิบายสถานะของอริยบุคคลในระดับต่างๆ ดังนี้
- ประเภทที่ 1: ผู้ที่ยังละสังโยชน์ทั้ง 3 ส่วนไม่ได้ คือ พระสกทาคามี ซึ่งยังต้องกลับมาสู่โลกนี้อีก
- ประเภทที่ 2: ผู้ที่ละสังโยชน์เบื้องต่ำได้แล้ว แต่ยังละสังโยชน์ที่นำไปสู่การเกิดใหม่และภพใหม่ไม่ได้ คือ พระอนาคามีผู้ไปสู่ชั้นอกนิฏฐา (ผู้ไปสู่สุทธาวาสชั้นสูงสุด)
- ประเภทที่ 3: ผู้ที่ละสังโยชน์เบื้องต่ำและสังโยชน์ที่นำไปสู่การเกิดใหม่ได้แล้ว แต่ยังละสังโยชน์ที่นำไปสู่ภพใหม่ไม่ได้ คือ พระอนาคามีผู้นิพพานในระหว่าง (ปรินิพพานก่อนอายุขัยจะสิ้นสุดในภพนั้นๆ)
- ประเภทที่ 4: ผู้ที่ละสังโยชน์ทั้ง 3 ส่วนได้โดยเด็ดขาด คือ พระอรหันต์ ผู้เป็นพระขีณาสพ ผู้หมดสิ้นอาสวกิเลสทั้งปวงแล้ว
ใจความสำคัญของพระสูตรนี้มุ่งเน้นให้เห็นถึงลำดับขั้นของการปฏิบัติธรรมและการขัดเกลากิเลส สังโยชน์เปรียบเสมือนโซ่ตรวนที่ผูกมัดจิตใจให้ต้องเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสาร การจำแนกบุคคลเหล่านี้จึงเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงความก้าวหน้าใน มรรคและผล ของผู้ปฏิบัติธรรม โดยเริ่มจากการละกิเลสระดับหยาบไปจนถึงระดับละเอียดที่สุด จนกระทั่งบรรลุถึงความหลุดพ้นจากภพชาติได้อย่างสมบูรณ์
อ่านพระสูตรฉบับเต็ม →
แสดงความคิดเห็น
แบ่งปันข้อสังเกต คำถาม หรือข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสังโยชนสูตร