The Shorter Discourse on the Full-Moon N
มหาปุณณมสูตร (MN 110) จากพระไตรปิฎก มัชฌิมนิกาย ได้กล่าวถึงพระพุทธเจ้าขณะประทับอยู่ที่ปราสาทของวิสาขามิคารมารดา ในบุพพาราม เขตกรุงสาวัตถี ในคืนวันเพ็ญ ซึ่งเป็นวันอุโบสถ พระองค์ทรงแวดล้อมด้วยภิกษุสงฆ์ผู้สงบเงียบ
ในเวลานั้น ภิกษุรูปหนึ่งได้ลุกขึ้นทูลถามปัญหาต่อพระผู้มีพระภาคเกี่ยวกับการยึดมั่นในอุปาทานขันธ์ ๕ ว่ามีเพียง รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เหล่านี้ใช่หรือไม่ พระพุทธองค์ทรงตอบว่า อุปาทานขันธ์ ๕ มีเพียงเท่านี้จริง ภิกษุนั้นจึงทูลถามต่อไปว่า อุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ มีอะไรเป็นมูลเหตุ พระพุทธองค์ตรัสตอบว่า "มีฉันทะ (ความพอใจ) เป็นมูลเหตุ" และอธิบายว่าความกำหนัดยินดีในอุปาทานขันธ์ ๕ นั่นเองคือตัวอุปาทาน
พระพุทธองค์ทรงอธิบายว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ทั้งหมดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา จึงไม่ควรเห็นว่า "นั่นของเรา นั่นเรา นั่นอัตตาของเรา" การเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงเช่นนี้ว่า สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่อัตตาของเรา ย่อมนำไปสู่ความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด และจิตย่อมหลุดพ้นจากอาสวะ เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี
หลังจากที่พระพุทธองค์ตรัสพระธรรมเทศนานี้จบลง ภิกษุประมาณ ๖๐ รูป ได้มีจิตหลุดพ้นจากอาสวะเพราะไม่ถือมั่นในสิ่งทั้งปวง
อ่านพระสูตรฉบับเต็ม →