ทุติยปิยสูตร (ว่าด้วยเหตุที่ทำให้เป็นที่รักและไม่เป็นที่รัก) ในอังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมว่าด้วยคุณสมบัติ 7 ประการของภิกษุ ซึ่งเป็นเครื่องตัดสินว่าภิกษุนั้นจะเป็นที่รัก เคารพ และควรแก่การยกย่องในหมู่เพื่อนพรหมจารีหรือไม่ โดยแบ่งออกเป็นสองฝ่าย คือฝ่ายที่ทำให้เป็นที่น่ารังเกียจ และฝ่ายที่ทำให้เป็นที่น่าเลื่อมใส
สำหรับภิกษุผู้ ไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ชอบใจ ไม่เป็นที่เคารพ และไม่ควรแก่การยกย่อง ในหมู่เพื่อนพรหมจารีนั้น เกิดจากธรรม 7 ประการ ได้แก่:
- อยากได้ลาภ (ลภกาโม)
- อยากได้ความสักการะ (สักการกาโม)
- อยากได้รับการยกย่องสรรเสริญ (อนวญฺญตฺติกาโม)
- ไม่มีความละอายต่อบาป (อหิริโก)
- ไม่มีความเกรงกลัวต่อบาป (อโนตฺตปฺปี)
- มีความอิจฉาริษยา (อิสฺสุกี)
- มีความตระหนี่ถี่เหนียว (มจฺฉรี)
ในทางตรงกันข้าม ภิกษุผู้ เป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจ เป็นที่เคารพ และควรแก่การยกย่อง ในหมู่เพื่อนพรหมจารี ย่อมเป็นผู้ประกอบด้วยธรรมอันเป็นกุศล 7 ประการ ซึ่งเป็นสภาวะตรงกันข้ามกับข้างต้น ได้แก่:
- ไม่มักได้ (ไม่เห็นแก่ลาภ)
- ไม่เห็นแก่สักการะ
- ไม่เห็นแก่การยกย่องสรรเสริญ
- มีความละอายต่อบาป (หิริมา)
- มีความเกรงกลัวต่อบาป (โอตฺตปฺปี)
- ไม่มีความอิจฉาริษยา (อนิสฺสุกี)
- ไม่มีความตระหนี่ (อมจฺฉรี)
สรุปได้ว่าหัวใจสำคัญของพระสูตรนี้คือการเน้นย้ำถึง ความสันโดษและการขัดเกลากิเลสภายใน โดยเฉพาะความละอายและเกรงกลัวต่อบาป (หิริโอตตัปปะ) ประกอบกับการลดละความเห็นแก่ตัวและความริษยา ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้ภิกษุหรือผู้ปฏิบัติธรรม ดำรงตนอยู่ในสังคมได้อย่างสง่างาม เป็นที่รักใคร่และเป็นแบบอย่างที่ดีแก่เพื่อนร่วมทางในการประพฤติธรรม
อ่านพระสูตรฉบับเต็ม →
แสดงความคิดเห็น
แบ่งปันข้อสังเกต คำถาม หรือข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับทุติยปิยสูตร