สิงคาลชาดก หรือสิคาลชาดก ว่าด้วยการแสร้งทำเป็นตาย พระพุทธเจ้าทรงแสดงชาดกนี้ ณ พระเวฬุวัน เมื่อทรงปรารภความพยายามของพระเทวทัตที่จะปลงพระชนม์พระองค์ ภิกษุทั้งหลายสนทนาเรื่องนี้ในธรรมสภา พระศาสดาจึงตรัสว่า พระเทวทัตมิได้พยายามฆ่าพระองค์เฉพาะในปัจจุบัน แม้ในอดีตก็เคยทำมาแล้ว แต่ไม่อาจสำเร็จและมีแต่ตนเองที่ต้องลำบาก แล้วทรงนำเรื่องอดีตมาตรัส
ครั้งพระเจ้าพรหมทัตครองกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดเป็นพญาสุนัขจิ้งจอก อาศัยอยู่ในป่าช้าพร้อมบริวาร ช่วงนั้นชาวเมืองจัดมหรสพดื่มสุรา นักเลงกลุ่มหนึ่งเตรียมสุราและเนื้อไว้กินพลางขับร้อง ครั้นล่วงยามแรก เนื้อหมดแต่สุรายังเหลือ นักเลงคนหนึ่งประกาศว่า เมื่อเขายังอยู่จะปล่อยให้เนื้อหมดไม่ได้ และคิดจะไปฆ่าสุนัขจิ้งจอกที่ป่าช้าเอาเนื้อกลับมา
นักเลงถือพลองออกจากเมืองทางช่องระบายน้ำ ไปถึงป่าช้าแล้วนอนหงาย ถือพลองไว้และแสร้งทำเป็นศพ เมื่อพญาสุนัขจิ้งจอกเข้าใกล้ก็สังเกตเห็น แม้รู้ว่านั่นไม่ใช่คนตาย แต่ยังคิดตรวจสอบให้แน่ชัด จึงไปยืนใต้ลม สูดกลิ่นและทราบว่าเขายังมีชีวิตอยู่ พระโพธิสัตว์ต้องการเปิดโปงอุบายและให้ชายผู้นั้นละอาย จึงคาบปลายพลองแล้วลากออกมา แต่นักเลงยังจับพลองไว้แน่นและไม่ยอมปล่อย
พญาสุนัขจิ้งจอกจึงกล่าวคาถาว่า “เหตุที่ท่านทำเป็นเหมือนคนตายนี้รู้ได้ยากอยู่ เพราะเราคาบปลายไม้พลองฉุดไป ไม้พลองก็ยังไม่หลุดจากมือของท่าน” ความหมายคือ หากเขาตายจริงย่อมไม่อาจยึดพลองไว้ได้ การตอบสนองเล็กน้อยนี้จึงเปิดเผยว่าการนอนนิ่งเป็นเพียงอุบาย เมื่อรู้ว่าถูกจับได้ นักเลงลุกขึ้นขว้างพลองใส่ แต่พลาดเป้า แล้วกล่าวว่าคราวนี้พญาสุนัขจิ้งจอกรอดไป พระโพธิสัตว์ตอบว่า ถึงเขาจะพลาดเป้าในครั้งนี้ แต่กรรมจากเจตนาฆ่าย่อมไม่พลาดผลอันเป็นทุกข์ แล้วหลบออกไป
นักเลงไม่ได้เนื้อ จึงออกจากป่าช้า ไปอาบน้ำในคูและกลับเข้าเมืองตามเดิม เรื่องนี้แสดงโทษของความมัวเมาจนขาดสติและคิดเบียดเบียนชีวิตอื่น อีกทั้งสอนให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียด ไม่หลงเชื่อภาพที่ผู้มีเจตนาร้ายจัดฉากไว้ พญาสุนัขจิ้งจอกไม่ผลีผลามเข้าใกล้เหยื่อ แต่ใช้ทั้งการสังเกต กลิ่น และการทดลองกับพลองจนรู้ความจริง การเสแสร้งย่อมเผยพิรุธออกมาจากการกระทำของผู้หลอกลวงเอง
บทประชุมชาดก: นักเลงผู้แสร้งทำเป็นตายในครั้งนั้นคือพระเทวทัต ส่วนพญาสุนัขจิ้งจอกคือพระตถาคต
อ่านพระสูตรฉบับเต็ม →
แสดงความคิดเห็น
แบ่งปันข้อสังเกต คำถาม หรือข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสิงคาลชาดก