พระสูตรนี้ชื่อว่า ปุพพกัมมปิโลติ (เรื่องราววิบากกรรมในอดีตของพระพุทธเจ้า) ปรากฏในอปทานหมวดอวัฏผลวรรค โดยพระพุทธองค์ทรงแสดงแก่พระภิกษุสงฆ์ ณ ริมสระอโนดาต เพื่อชี้ให้เห็นว่าแม้พระองค์จะบรรลุเป็นพระพุทธเจ้าผู้สูงสุดแล้ว แต่เศษแห่งกรรมชั่วที่เคยทำไว้ในอดีตชาติก็ยังคงติดตามมาส่งผลในปัจจุบันชาติอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ พระพุทธองค์จึงทรงยกอดีตกรรมที่พระองค์เคยกระทำไว้มาเป็นอุทาหรณ์สอนใจดังนี้

  • การกล่าวตู่ผู้อื่น: การที่พระองค์เคยเป็นคนพาลชื่อมุนาฬิ ได้กล่าวตู่พระปัจเจกพุทธเจ้า และเคยกล่าวตู่พระนันทะเถระ ทำให้ต้องชดใช้กรรมในนรกยาวนาน และเมื่อมาเกิดในชาตินี้ จึงถูกนางจิญจมาณวิกาและนางสุนทรีกล่าวตู่ด้วยเรื่องที่ไม่จริง
  • การดูหมิ่นผู้มีศีล: ในอดีตชาติเคยเป็นพราหมณ์ผู้มีชื่อเสียง ได้กล่าวจาบจ้วงพระปัจเจกพุทธเจ้าว่าเป็นผู้เสพกาม ทำให้เหล่าลูกศิษย์พลอยเข้าใจผิด ส่งผลให้ในชาตินี้ พระภิกษุ 500 รูปต้องถูกชาวเมืองกล่าวตู่เพราะเหตุแห่งนางสุนทรี
  • กรรมจากการเบียดเบียน: เคยฆ่าพี่น้องต่างมารดาเพื่อแย่งชิงทรัพย์ ทำให้พระเทวทัตพยายามลอบทำร้ายและหินกลิ้งมาทับจนพระบาทห้อพระโลหิต นอกจากนี้ยังเคยกลั่นแกล้งพระปัจเจกพุทธเจ้าด้วยการขว้างปาหินและส่งช้างไปทำร้าย จึงได้รับผลกรรมถูกทำร้ายและถูกช้างนาฬาคีรีไล่ทำร้ายในชาตินี้
  • กรรมทางวาจาและการกระทำอื่นๆ: เช่น เคยฆ่าคนด้วยหอกทำให้ต้องตกนรกและประสบอาการปวดพระบาท, เคยยินดีเมื่อเห็นผู้อื่นฆ่าปลาทำให้ทรงประสบทุกขเวทนาที่พระเศียร, เคยกล่าววาจาติเตียนสาวกของพระพุทธเจ้าพระนามว่าผุสสะ ทำให้ต้องเสวยพระกระยาหารเป็นข้าวแดงนาน 3 เดือน และกรรมจากการรักษาคนป่วยผิดพลาดทำให้ทรงมีพระอาการประชวรด้วยโรคปวดหลังและโรคลงพระบังคน

พระพุทธองค์ทรงสรุปว่า แม้แต่พระองค์ผู้เป็นศาสดาผู้ปราศจากอาสวะ ก็ยังไม่อาจหนีพ้นวิบากกรรมที่ตนเคยกระทำไว้ได้ การบำเพ็ญเพียรอย่างหนัก (ทุกกรกิริยา) เป็นเวลา 6 ปี ก็เป็นเพราะผลจากคำกล่าวปรามาสพระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะในอดีต กรรมย่อมไม่สูญหายไปไหน ผู้ใดทำกรรมใดไว้ย่อมได้รับผลของกรรมนั้น นี่คือบทเรียนสำคัญเรื่องกฎแห่งกรรมที่แสดงให้เห็นถึงความยุติธรรมของธรรมชาติที่ไม่มีข้อยกเว้นแม้แต่กับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

อ่านพระสูตรฉบับเต็ม →
ปรับปรุงข้อมูลล่าสุดวันที่ 2026-09-07