อสิพันธกปุตตสูตรเล่าถึงเหตุการณ์ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ป่ามะม่วงของปาวาริก เศรษฐีใกล้เมืองนาลันทา อสิพันธกบุตรผู้เป็นคหบดีได้เข้าเฝ้าและกราบทูลถามพระองค์ว่า
พราหมณ์ชาวตะวันตกมีความเชื่อว่า พวกเขาสามารถส่งผู้ที่เสียชีวิตไปสู่สวรรค์ได้ด้วยพิธีกรรมต่างๆ เช่น การสวมมาลัยดอกไม้น้ำ การถือหม้อน้ำ และการบูชาไฟ แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระอรหันต์ สัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงสามารถทำให้โลกทั้งมวลไปเกิดในสุคติ โลกสวรรค์ได้หรือไม่?
พระพุทธเจ้าไม่ทรงตอบโดยตรง แต่ทรงย้อนถามอสิพันธกบุตรด้วยการเปรียบเทียบ โดยแบ่งการกระทำของบุคคลออกเป็นสองประเภท:
- ผู้ทำกรรมชั่ว: บุคคลที่ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ ส่อเสียด หยาบคาย เพ้อเจ้อ มีความโลภ พยาบาท และมีมิจฉาทิฏฐิ แม้มีคนจำนวนมากมารวมตัวกันอ้อนวอน ขอพรให้บุคคลนี้ไปเกิดในสุคติ โลกสวรรค์ ท่านคิดว่าจะสำเร็จหรือไม่? อสิพันธกบุตรตอบว่า “ไม่สำเร็จ” พระพุทธเจ้าทรงอุปมาว่า เหมือนการโยนก้อนหินก้อนใหญ่ลงในสระน้ำลึก แม้มีคนมาอ้อนวอนให้ก้อนหินลอยขึ้น ก็ไม่อาจเป็นไปได้ ฉันใด ผู้ทำกรรมชั่วก็ย่อมไปสู่ทุคติ นรก ฉันนั้น
- ผู้ทำกรรมดี: บุคคลที่ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่พูดเท็จ ไม่ส่อเสียด ไม่หยาบคาย ไม่เพ้อเจ้อ มีความไม่โลภ ไม่พยาบาท และมีสัมมาทิฏฐิ แม้มีคนจำนวนมากมารวมตัวกันอ้อนวอน ขอพรให้บุคคลนี้ไปเกิดในอบายภูมิ นรก ท่านคิดว่าจะสำเร็จหรือไม่? อสิพันธกบุตรตอบว่า “ไม่สำเร็จ” พระพุทธเจ้าทรงอุปมาว่า เหมือนการนำหม้อเนยใสหรือน้ำมันใส่ลงในสระน้ำลึกแล้วทำให้แตก ชิ้นส่วนหม้อจะจมลง แต่น้ำมันหรือเนยใสจะลอยขึ้น ฉันใด ผู้ทำกรรมดีก็ย่อมไปสู่สุคติ โลกสวรรค์ ฉันนั้น
พระพุทธเจ้าทรงสรุปว่า การไปเกิดในภพภูมิที่ดีหรือร้ายนั้นขึ้นอยู่กับกรรมที่บุคคลได้กระทำเอง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการอ้อนวอนหรือพิธีกรรมของผู้อื่น เมื่ออสิพันธกบุตรได้ฟังดังนี้ ก็เกิดความเลื่อมใสอย่างยิ่ง ประกาศตนเป็นอุบาสกผู้ถึงพระรัตนตรัยตลอดชีวิต
อ่านพระสูตรฉบับเต็ม →
ปรับปรุงข้อมูลล่าสุดวันที่ 2026-04-20