พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต สัพยาปัชฌสูตร (an3.8) ได้แสดงถึงคุณสมบัติที่ใช้ในการจำแนก คนพาล และ บัณฑิต โดยเน้นย้ำถึงการกระทำอันเกิดจาก กาย วาจา และใจ
พระสูตรนี้ชี้ให้เห็นว่า คนพาล หรือ ผู้โง่เขลา นั้นเป็นที่รู้จักได้ด้วยคุณสมบัติสามประการ ซึ่งล้วนเป็นการกระทำที่ เป็นโทษ และก่อให้เกิดความเดือดร้อน ได้แก่:
- การกระทำที่เป็นโทษทางกาย: เช่น การเบียดเบียน ทำร้ายผู้อื่น หรือประพฤติผิดในทางกาย
- การกระทำที่เป็นโทษทางวาจา: เช่น การพูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ หรือพูดเพ้อเจ้อ
- การกระทำที่เป็นโทษทางใจ: เช่น การเพ่งเล็งอยากได้ของผู้อื่น การคิดพยาบาท หรือการมีความเห็นผิด
ในทางกลับกัน บัณฑิต หรือ ผู้มีปัญญา นั้น เป็นที่รู้จักได้ด้วยคุณสมบัติสามประการ ซึ่งล้วนเป็นการกระทำที่ เป็นกุศล และนำมาซึ่งประโยชน์สุข ได้แก่:
- การกระทำที่เป็นกุศลทางกาย: เช่น การไม่เบียดเบียน และการสงเคราะห์ผู้อื่น
- การกระทำที่เป็นกุศลทางวาจา: เช่น การพูดความจริง พูดสร้างความสามัคคี พูดสุภาพไพเราะ และพูดมีประโยชน์
- การกระทำที่เป็นกุศลทางใจ: เช่น การไม่เพ่งเล็งปรารถนาในสิ่งของของผู้อื่น การไม่มีจิตพยาบาท และการมีความเห็นที่ถูกต้องตรงตามความเป็นจริง
ดังนั้น พระพุทธองค์จึงทรงชี้แนะให้เหล่าผู้ฟังฝึกฝนตนเองด้วยการปฏิบัติดังนี้: "พวกเธอทั้งหลายพึงละเว้นจากคุณสมบัติสามประการที่คนพาลเป็นที่รู้จัก และจงน้อมนำและยึดถือปฏิบัติคุณสมบัติสามประการที่บัณฑิตเป็นที่รู้จัก นั่นคือวิธีการที่เธอทั้งหลายควรฝึกฝนตนเอง"
นี่คือแนวทางแห่งการฝึกฝนตนเอง เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาและนำความสุขความเจริญมาสู่ตนและผู้อื่นอย่างแท้จริง
อ่านพระสูตรฉบับเต็ม →
แสดงความคิดเห็น
แบ่งปันข้อสังเกต คำถาม หรือข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสัพยาปัชฌสูตร